เล่มที่ 47
ส่วนที่ 139
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 139 อ้างอิง: Book 47, Section 139 ประเภท: section
เนื้อหา
ส่วนการไม่ต้องอาบัติ ๗ กอง ชื่อว่า อนาคาริยวินัย แม้อนาคา- ริยวินัยนั้น ชื่อว่า อันภิกษุศึกษาดีแล้ว โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล. อีก อย่างหนึ่ง ปาริสุทธิศีล ๔ ชื่อว่า อนาคาริยวินัย. อนาคาริยวินัยนั้น อันภิกษุ ศึกษาอยู่ โดยประการที่ตนดำรงอยู่ในอนาคาริยวินัยนั้นแล้ว บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าศึกษาดีแล้ว พึงทราบว่า เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้บรรลุโลกิยสุขและ โลกุตรสุข. วาจาที่เว้นจากโทษมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่า วาจาสุภาษิต สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ เป็น วาจาสุภาษิต ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง วาจาที่ไม่เพ้อเจ้อ ก็ชื่อว่า วาจาสุภาษิต เหมือนกัน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตบุรุษทั้งหลายกล่าววาจาสุภาษิตว่า เป็นวาจาสูงสุด เป็นที่หนึ่ง บุคคลพึงกล่าว วาจาอันเป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่ เป็นธรรมนั้น เป็นที่สอง พึงกล่าววาจาเป็น ที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รักนั้น เป็นที่สาม พึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าว วาจาเหลาะแหละนั้น เป็นที่สี่ ดังนี้. แม้วาจาสุภาษิตธรรมนี้ พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์ เกื้อกูลและความสุขในโลกทั้งสอง. ก็เพราะเหตุที่วาจาสุภาษิตนี้นับเนื่องอยู่ใน วินัยอยู่แล้วนี้เอง ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่สงเคราะห์วาจาสุภาษิตนี้ด้วย วินัยศัพท์ สงเคราะห์แต่วินัย (เท่านั้น ด้วยวินัยศัพท์) อีกอย่างหนึ่ง จะมีประโยชน์อะไรด้วยความลำบากนี้ วาจาเป็นเครื่อง แสดงพระธรรมแก่คนเหล่าอื่น ก็พึงทราบว่า เป็นวาจาสุภาษิต ในที่นี้ จริงอยู่ วาจาสุภาษิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นมงคล เพราะเป็นปัจจัยให้ สัตว์ทั้งหลายได้บรรลุประโยชน์เกื้อกูล และความสุขในโลกทั้งสอง และพระ- นิพพาน ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสวาจาใด อันเกษม เพื่อบรรลุพระนิพพาน เพื่อกระทำที่สุดทุกข์ วาจานั้นแล สูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ