เล่มที่ 45

ส่วนที่ 634

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 634 อ้างอิง: Book 45, Section 634 ประเภท: section


เนื้อหา

บทว่า ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ความว่า พระพุทธเจ้า บัณฑิตเรียกว่า ตถาคต เพราะสิ่งที่ชาวโลกกล่าวแล้วโดยประการใด ก็ตรัส แล้วโดยประการนั้นเหมือนกัน. ส่วนคำใดที่ตรัสไว้ในพระบาลีว่า อภิสมฺพุทฺธํ (ตรัสรู้แล้ว) คำนั้นมีความหมายเท่ากับตถาคตศัพท์. ด้วยคำว่า ตถาคโต นี้ เป็นอันทรงแสดงเนื้อความนี้ไว้ว่า ชื่อว่า ตถาคต เพราะความเป็นผู้ทรงแสดง อย่างนั้นเป็นปกติ. สมจริงตามที่ท่านพระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร) ได้กล่าว ไว้แล้วว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่พระตถาคต- เจ้าพระองค์นั้นไม่ทรงเห็น และที่ควรรู้ แต่ไม่ทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ยิ่งทุกสิ่งที่ควร แนะนำ เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรง เป็นผู้มีพระจักษุรอบด้าน (สมันตจักขุ). ถึงในพระสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราตถาคตรู้สิ่งที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดา และมนุษย์ ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบได้รู้ ได้ประสบ ได้แสวงหา ได้ใคร่ครวญ แล้วด้วยใจ เราตถาคต ได้รู้สิ่งนั้นแล้ว ตถาคตได้ทราบสิ่งนั้นแล้ว สิ่งนั้น ได้ปรากฏแก่ตถาคตแล้ว. บทว่า ยญฺจ ภิกฺขเว รตฺตึ ตถาคโต อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้า ได้ตรัสรู้ อนุตร- สัมมาสัมโพธิญาณ ในราตรีใด) ความว่า ก็ในราตรีที่มีพระจันทร์เพ็ญใน วิสาขมาสใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมาย- ความว่า เสด็จมาแล้วอย่างนั้นเป็นต้น ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ไม่มีใครพิชิตได้ ที่ดวงโพธิ์ ทรงทำลายศีรษะของมารทั้ง ๓ แล้ว ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยม เพราะไม่มีญาณอื่นยิ่งกว่า คือ พระสัพพัญญุตญาณพร้อมด้วย อาสวักขยญาณ. บทว่า ยญฺจ รตฺตึ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ (และในราตรีใด ทรงปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ) ความว่า ก็ในราตรีที่มีพระจันทร์เพ็ญในวิสาขมาสใดนั่นแหละ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในระหว่าง นางรังทั้งคู่ ที่สาลวโนทยานอันเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวมัลละ ในเมือง กุสินารา. บทว่า ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร ความว่า ในท่ามกลางระหว่าง สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้ง ๒ อย่างนี้ คือใน ปฐมโพธิกาลบ้าง ในมัชฌิมโพธิกาลบ้าง ในปัจฉิมโพธิกาลบ้าง ในระยะกาล ประมาณ ๔๕ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระธรรมไว้ แยกประเภท เป็นสุตตะ และเคยยะเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการทรงชี้แจง คือ ตรัสบอก ด้วยอำนาจแห่งการทรงยกขึ้นแสดง ทรงแสดงไขด้วยสามารถแห่งการทรง- จำแนกออกไป. บทว่า สพฺพํ ตํ ตเถว โหติ (พระพุทธพจน์นั้นทั้งหมด ย่อมเป็นอย่างนั้นนั่นเอง) ความว่า พระพุทธพจน์ทั้งหมด คือ ที่มีองค์ ๙ มีสุตตะและเคยยะเป็นต้นนั้น คือ ที่ทรงแสดงแล้วในระหว่างนี้ โดยอรรถและ โดยพยัญชนะแล้ว ไม่มีที่น่าตำหนิ ไม่บกพร่อง ไม่เกิน บริบูรณ์โดยอาการ ทุกอย่าง สร่างจากเมา คือ ราคะ ฯลฯ สร่างจากเมา คือ โมหะ ไม่มีข้อ พลั้งพลาด แม้เพียงเท่าปลายขนทรายในพระพุทธพจน์นั้น เป็นอย่างนั้น เท่านั้น เหมือนสิ่งที่ประทับด้วยดวงตราดวงเดียวกัน เหมือนสิ่งที่ตวงด้วย ทะนานเดียวกัน และเหมือนสิ่งที่ชั่งด้วยเครื่องชั่งอย่างเดียวกัน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะตรัสสอนเพื่อประโยชน์น์แก่ผู้ใดก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่ผู้นั้น โดยส่วน- เดียวนั่นเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธพจน์นั้น จึงเป็นของแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น. ด้วยคำว่า ท่านแสดงว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะเป็นผู้มีปกติ ตรัสอย่างนั้น. คตศัพท์ นี้ มีความหมายเท่าคทะ เพราะแปลง ท อักษรเป็น ต อักษร. เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง การกล่าว ชื่อว่า อาคโท. ความหมายว่า การตรัส. การตรัส อย่างนั้น คือ ไม่ผิดพลาด มีอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เหตุนั้นพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะแปลงอักษร ท. เป็นอักษร ต. ผู้ศึกษาควรทราบบทสำเร็จรูป ในคำว่า ตถาคต นี้ ตามที่พรรณนามานี้เถิด.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ