เล่มที่ 45
ส่วนที่ 487
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 487 อ้างอิง: Book 45, Section 487 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า อคฺโค วิปาโก โหติ ความว่า ความเลื่อมใสใดของผู้- เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ความเลื่อมใสนั้นเป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่ง ประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุดหรือเป็นสิ่งสุดยอด เพราะฉะนั้น แม้ผลของความ เลื่อมใสนั้น ก็เป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งสุดยอด เป็นสิ่งโอฬารที่สุด เป็นสิ่งประณีตที่สุด แต่ความเลื่อมใสนั้น ยังมี ๒ อย่าง โดยแยกเป็นโลกิยะ และโลกุตระ ใน ๒ อย่างนั้น (จะว่าถึงผล) ของความ เลื่อมใสที่เป็นโลกิยะก่อน ควรทราบการประกอบผลพิเศษของความเลื่อมใส ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธ- เจ้าแล้วสิ ว่าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจัก ไม่ไปอบายภูมิ พวกเขาละร่างมนุษย์ไป แล้ว จักให้กายทิพย์บริบูรณ์. เพราะว่า ปีติที่มีอยู่ ในกายของผู้กำหนดว่า พุทฺโธ เป็นสิ่งประเสริฐกว่า ปีติของชาวชมพูทวีป แม้โดยกสิณ ช้างแสนเชือก ม้าแสนตัว รถเทียมด้วยม้าหนึ่งแสน หญิงสาวผู้ตก แต่งด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑลแสนคน ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการย่างเท้าก้าวเดียว. ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่ระลึกเป็นการดีแล เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล ท่านจอมเทพ สัตว์ทั้งหลาย บางจำพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้ว เพราะกายแตกสลายไป จะเข้าถึง สุคติ คือ โลกสวรรค์ อย่างนี้ สัตว์เหล่านั้น จะประสบสิ่งเป็นทิพย์อย่างอื่น โดยฐานะ ๑๐ อย่างคือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์. เพราะฉะนั้น ความเลื่อมใสนั้นพึงทราบว่า อำนวยวิบากเป็นสุข ในสัมปัต- ติภพ พร้อมด้วยการให้อบายทุกข์หมุนกลับ (ห้ามอบายทุกข์ได้). ส่วนความ เลื่อมใสที่เป็นโลกุตระ ให้วิบากที่เป็นสามัญผลด้วย ยังวัฎทุกข์ให้หมุน กลับด้วย (ห้ามวัฏทุกข์ไว้). และความเลื่อมใสแม้ทั้งหมดนี้ จะให้วัฏทุกข์ หมุนกลับได้ในสัมปรายภพทีเดียว. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงศรัทธาของตน สมัยนั้น จิตของท่านจะไม่ถูกราคะ กลุ้มรุม จะไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม จะไม่ถูกโมหะกลุ้มรุมเลย สมัยนั้น จิตของ ท่านจะดำเนินไปตรงทีเดียว ผู้มีจิตดำเนินไปตรงแล้ว ความปราโมทย์จะเกิด ขึ้น ผู้มีปราโมทย์ (บรรเทิง) แล้วปีติจะเกิดขึ้น จะรู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อ ความเป็นอย่างนี้ ไม่มีอีกแล้ว. สภาวธรรม ชื่อว่าธรรม. บทว่า สงฺขตา ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ปัจจัยทั้งหลาย ปรุงแต่งเสร็จ เรียบร้อยแล้ว เพราะ ฉะนั้นจึง ชื่อว่า ปรุงแต่งแล้ว คือ ธรรมที่มีปัจจัย. (ส่วน) ธรรมทั้งหลายที่ ทั้งเหตุทั้งปัจจัยอะไร ๆ ไม่ได้ทำ คือ ไม่ได้ปรุงแต่งแล้ว เพราะฉะนั้นจึง ชื่อว่า อสังขตะ คือ พระนิพพานที่หาปัจจัยไม่ได้. ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่า อสังขตะ เพราะขัดแย้งต่อสังขตธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น (คำนี้) จึงเป็น พหูพจน์. บทว่า วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า บรรดาสังขต- ธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น อสังขตธรรม กล่าวคือ วิราคะ บัณฑิตเรียกว่า เลิศ คือประเสริฐ ได้แก่สูงสุด หมายความว่าล้ำเลิศเพราะ เป็นสิ่งละเอียด และสุขุมตามสภาพนั่นเอง เพราะเป็นสิ่งสงบและประณีตกว่า เพราะเป็นสิ่งลึกซึ้งเป็นต้น และเพราะเป็นความสร่างเมาเป็นต้น. บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต ความหมายคือ โย อยํ (แปลว่านี้ใด). คำว่า มทนิมฺมทโน เป็นต้น ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของนิพพานเหมือนกัน. จริงอย่างนั้น ความ เมาทุกอย่าง มีเมาเพราะมานะ เมาในความเป็นบุรุษเป็นต้น จะสร่างไป คือ ถูกทำลายเพราะมาถึงนิพพานนั้น ความระหายทั้งหมดมีระหายกามเป็นต้น ก็จะ ถูกนำออกไป ถึงความอาลัยทั้งมวล มีอาลัยในกามเป็นต้น ก็จะถูกถอนขึ้น กรรมวัฏ กิเลสวัฏ และวิปากวัฏทั้งผอง ก็จะถูกตัดขาด ตัณหาทั้งปวงที่แยก ประเภทออกเป็น ๑๐๘ อย่าง ก็จะสิ้นไป กิเลส ก็จะสำรอกออกหมด ทุกข์ ย่อมจะดับไปสิ้น เพราะมาถึงนิพพานนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า มทนิมฺมทโน (สร่างเมา) ฯลฯ นิโรโธ (ดับทุกข์). อนึ่ง ตัณหานี้ ใด ที่ท่านเรียกว่า วานะ เพราะตั้งวิเคราะห์ว่า นำไป คือเย็บภพเข้ากับภพ (และ) กรรมเข้ากับผล ตัณหา คือ วานะนั้น ไม่มีในธรรมชาตินี้ หรือเมื่อ บรรลุถึงธรรมชาตินั้นแล้ว วานะนั้น ไม่มีแก่พระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นิพพาน.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ