เล่มที่ 45
ส่วนที่ 276
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 276 อ้างอิง: Book 45, Section 276 ประเภท: section
เนื้อหา
อธิปติ นั่นแลทำให้เป็น อธิปเตยฺยํ อธิบายว่า มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ ขวนขวายในการเจริญสมถะและวิปัสสนา ด้วยหลักวิปัสสนามีกายานุปัสสนาเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสิกขาเป็นอานิสงส์ กระทำการศึกษาสิกขา ๓ อย่าง ในการได้ขณะที่ได้ยากเห็นปานนี้ ให้เป็น อานิสงส์อยู่เถิด และเมื่ออยู่อย่างนี้ จงเป็นผู้มีปัญญายิ่ง คือ ยิ่งด้วยปัญญา จงเป็นผู้ประกอบด้วยโลกุตรปัญญาอยู่เถิด ครั้นเป็นอย่างนี้แล้ว จงเป็นผู้มี วิมุติเป็นสาระ มีนิพพานเป็นสาระ ไม่มีอย่างอื่นเป็นสาระอยู่เถิด ข้อที่เธอ ทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติเป็นใหญ่ จงเป็นผู้ขวนขวายในการเจริญสติปัฏฐาน หรือ จงเป็นผู้มีจิตมีสติรักษาในที่ทั้งปวงอยู่เถิด นั้นเป็นอุบายของความเป็นอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายในสิกขา ๓ ด้วยประการ ฉะนี้ ทรงแสดงถึงอุบายที่จะให้สิกขา ๓ ที่ควรศึกษาถึงความบริบูรณ์โดย สังเขป บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศถึงความปฏิบัตินั้นไม่เป็นโมฆะด้วยเห็นผล วิเศษของผู้ปฏิบัติตามที่ได้สอนไว้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สิกฺขานิสํสานํ ดังนี้ ข้อนั้นมีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้ว. ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า ปริปุณฺณสิกฺขํ ได้แก่ พระอเสกขะผู้มีสิกขาบริสุทธิ์ด้วยการบรรลุผลอันเลิศ. วิมุตติทั้งหลายอันกำเริบ ท่านเรียกว่า หานธรรม (มีความเสื่อมเป็นธรรมดา) ในบทว่า อปหานธมิมํ นี้. ก็ปหานธรรม ได้แก่ มีความเสื่อมเป็นธรรม มีความกำเริบเป็นธรรมดา. ชื่อว่า อปหานธมฺโม เพราะไม่มีความเสื่อมเป็นธรรมดา. บาลีว่า อกุปฺป- ธมฺโม อปหานธมฺโม ดังนี้บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. ชื่อว่า ขยนฺโต เพราะมีความสิ้นไปเป็นที่สุด. ความสิ้นไปแห่งชาติ ชื่อว่า ชาติขยนฺโต ได้แก่ นิพพานนั้นเอง. ชื่อว่า ชาติขยนฺตทสฺสี เพราะเห็นนิพพานนั้น. บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะที่สุดแห่งการถึงฝั่งแห่งชรานี้ เป็นอานิสงส์ แห่งการทำสิกขาให้บริบูรณ์. บทว่า สทา คือ ตลอดกาลทั้งหมด. บทว่า ณานรตา ได้แก่ ยินดีแล้วในฌาน ๒ อย่าง คือ ลักขณูปนิชฌาน (การ เข้าไปเพ่งลักษณะ) ๑ อารัมมณูปนิชฌาน (การเข้าไปเพ่งอารมณ์) ๑ คือ มีจิตตั้งมั่นจากฌานนั้น. บทว่า มารํ สเสนํ อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำ มาร ๔ อย่างพร้อมด้วยเสนามาร อันได้แก่ เสนา คือ กิเลส และเสนา คือ ความพินาศ ไม่ให้เหลือ. จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายท่านเรียกว่า เสนา เพราะ เข้าถึงความเป็นสหายแม้ของเทวบุตตมารในการฆ่าคุณความดี อนึ่ง ความพินาศ มีโรคเป็นต้น ก็เป็นเสนาของมัจจุมาร. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า กามา เต ปมา เสนา ทุติยา อรติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ ปญฺจมี ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺา ภิรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ จ อฏฺโม โลโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉา ลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํโส ปเร จ อวชานติ เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหฺสสาภิปฺปหาริณี น นํ อสุโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ กามทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า เป็นเสนาที่ ๑ ความริษยาเป็นเสนาที่ ๒ ความอยากความกระหายเป็นเสนาที่ ๓ ตัณหาเป็นเสนาที่ ๔ ถีนมิทธะเป็นเสนาที่ ๕ ความขลาดเป็นเสนาที่ ๖ ความสงสัย เป็นเสนาที่ ๗ ความลบหลู่ ความหัวดื้อ ความโลภ ความสรรเสริญ สักการะ ความ เห็นผิด ยศที่ได้รับแล้ว การยกตน และ การข่มผู้อื่นเป็นเสนาที่ ๘ สารทำลายนั้น เป็นเสนาของท่าน มีปกติทำลายความ ชั่วร้าย อสูรชนะมารนั้นไม่ได้ ก็ครั้น ชนะได้แล้ว ย่อมได้ความสุข.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ