เล่มที่ 44

ส่วนที่ 557

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 557 อ้างอิง: Book 44, Section 557 ประเภท: section


เนื้อหา

ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณากิเลส อัน เป็นเหตุแห่งความพินาศในอดีตชาติของพระองค์ อันนับได้หลายแสนโกฏิ ที่ทรงละได้พร้อมทั้งวาสนา ณ ประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งโพธิญาณ ด้วย อริยมรรคในภพสุดท้ายนี้ และทรงเห็นสันดานของสัตว์ที่เพียบไปด้วยกิเลส เศร้าหมองไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เปลื้องได้แสนยาก เหมือนกะ- โหลกน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยน้ำข้าว เหมือนภาชนะที่เต็มไปด้วยเปรียง และ เหมือนท่อนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยน้ำมันเหลว จึงทรงเกิดปีติปราโมทย์ขึ้นว่า กิเลสวัฏนี้ ชื่อว่าเป็นรกชัฏอย่างนี้ ที่เกิดขึ้นตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ เราละได้แล้วโดยเด็ดขาด เราละแล้วด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์ จึงทรงเปล่ง อุทาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบการละส่วนแห่งสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วจึง ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ปปญฺจา ธิติ จ นตฺถิ ความว่า เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงออกเฉพาะพระองค์ ให้เหมือน ผู้อื่น ฉะนั้น อัครบุคคลใด ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ซึ่งมีลักษณะดัง กล่าวแล้ว และไม่มีความตั้งใจอยู่ในสงสารที่ปปัญจธรรมเหล่านั้นสร้างขึ้น. แต่ในเนตติท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัย ชื่อว่าธิติ. จริงอยู่ อนุสัย ก็เป็นมูล รากของการเกิดในภพ. บาลีว่า สตฺเต สํสาเร €เปติ และว่า ปปญฺจฏฺ€ิติ ดังนี้ก็มี. บาลีนั้น มีอธิบายดังนี้ ความตั้งอยู่ คือความที่ปปัญจธรรมยัง ปรากฏอยู่ ได้แก่ ยังตัดไม่ขาดด้วยมรรค ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ. อีกอย่างหนึ่ง ความตั้งอยู่แห่งวัฏฏะ โดยเป็นเหตุแห่งความเกิดขึ้นแห่งกุศล อกุศล และ วิบากที่ยังเหลือ คือปปัญจธรรม ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ. ปปัญจัฏฐิตินั้นไม่มี แก่อัครบุคคลใด. บทว่า สนฺธานํ ปลิฆญฺจ วีติวตฺโต ความว่า บุคคลใด ก้าวล่วงตัณหาและทิฏฐิ อันได้นามว่า สันธานะ เพราะเป็นเสมือนที่ต่อ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องผูกพัน และก้าวล่วงอวิชชา กล่าวคือลิ้ม เพราะ เป็นเหมือนลิ่ม เพราะกีดกันการเข้าไปสู่นครคือพระนิพพาน คือก้าวล่วง โดยพิเศษ ด้วยการละกิเลส พร้อมทั้งวาสนา. แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง กล่าวความโกรธว่า สันธานะ . คำนั้นไม่ควรถือเอา. ก็ ธิติ นั้น ท่าน เรียกว่า ทำเหตุให้บุคคลอื่นข้องอยู่แล. บทว่า ตํ นิตฺตณฺหํ มุนึ จรนฺตํ ความว่า ซึ่งพระอริยบุคคลนั้น ชื่อว่าผู้ปราศจากตัณหา เพราะไม่มีตัณหา แม้โดยประการทั้งปวง ชื่อว่ามุนี เพราะรู้โลกทั้งสอง และรู้ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ชื่อว่าผู้เที่ยวไปด้วยอิริยาบถ ด้วยการยังสมาบัติ ต่าง ๆ ให้เที่ยวไป และด้วยการยังญาณอันไม่ทั่วไปแก่ญาณอื่นให้เที่ยว ไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง โดยส่วนเดียวนั่นเอง. บทว่า นาวชานาติ สเทวโกปิ โลโก ความว่า สัตวโลก ที่เกิดมาด้วยปัญญาของ ตน พร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งพรหม แม้ในกาลไหน ๆ ก็ไม่รู้ ไม่ได้ เสวย โดยที่แท้กระทำให้หนักแน่น ยินดีในการบูชาสักการะโดยเคารพว่า ผู้นี้เท่านั้น เป็นผู้เลิศ ประเสริฐสูงสุด ประเสริฐยังในโลก ดังนี้แล.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ