เล่มที่ 44

ส่วนที่ 385

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 385 อ้างอิง: Book 44, Section 385 ประเภท: section


เนื้อหา

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโหคตสฺส แปลว่า อยู่ในที่ลับ. บทว่า ปฏิสลฺลีนสฺส ได้แก่ เป็นผู้โดดเดี่ยว. บทว่า เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า ความวิตกแห่งจิต ซึ่งมีอาการที่จะกล่าวในบัดนี้ เกิด ขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ลาภา วต เม ความว่า ความได้ อัตภาพเป็นมนุษย์ การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า การมีศรัทธา และการ บรรลุมรรคผลเป็นต้นเหล่านั้น จัดเป็นลาภของเราอันน่าอัศจรรย์จริง หนอ. บทว่า สุลทฺธํ วต เม ความว่า การบรรพชาอุปสมบทและการ เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัยเป็นต้น เราได้แล้วในพระศาสนาของพระผู้มี- พระภาคเจ้านี้นั้น เราได้ดีแล้วจริงเชียวหนอ. ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้น โดยนัยมีอาทิว่า สตฺถา จ เม ดังนี้. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สตฺถา วต เม เป็นต้นนั้น ชื่อว่า สตฺ ถา เพราะพร่ำสอนเหล่าสัตว์ตามสมควรด้วยประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ใน ภพหน้า และปรมัตถประโยชน์. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุมีความเป็นผู้ มีภาคยธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า อรหํ (พระอรหันต์) เพราะเป็นผู้ไกลจาก กิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะกำจัดซี่กำแห่งสังสารจักร ๑ เพราะกำจัดข้าศึกคือ กิเลส ๑ เพราะเป็นผู้สมควรแก่สักการะมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่มีที่ ลับในการทำบาป ๑. ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยชอบ และด้วยพระองค์เอง ในข้อนี้มีความสังเขป เพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารควรค้นดูในพุทธานุสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเถิด. บทว่า สฺวากฺขาเต แปลว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสให้นำสัตว์ออกจากทุกข์ โดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมวินเย ได้แก่ ปาพจน์. จริงอยู่ ปาพจน์นั้น ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติตามที่พร่ำสอน จากการ ตกไปในสังสารทุกข์ และเพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า สพฺรหฺม- จาริโน ความว่า ชื่อว่า สพรหมจารี เพราะประพฤติ คือปฏิบัติสม่ำ- เสมอ ซึ่งพระศาสนาคือพรหม เพราะอรรถว่าประเสริฐ ได้แก่ อริยมรรคสัจจะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้มี ศีล คือศีลในมรรคและศีลในผล. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกัลยาณธรรม เพราะมีธรรมอันงามคือดี เช่น สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะเป็นต้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง แสดงข้อปฏิบัติอันดีแก่พระสงฆ์. ด้วยบทว่า สีเลสุ จมฺหิ ปริปูริการี นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราบวชแล้ว ก็มิได้กล่าวติรัจฉานกถา เป็นผู้มากไปด้วยความเพียรอันมั่นคงอยู่ โดยที่แท้ เราบำเพ็ญศีลทั้ง ๔ มี ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย ให้เป็นไท ให้เป็นศีลอันวิญญูชนสรรเสริญ ให้เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิ แตะต้องไม่ได้ ให้บรรลุเฉพาะอริยมรรคเท่านั้น. ด้วยคำนี้ทรงแสดงถึง ความเพียบพร้อมด้วยอริยผลทั้งสองเบื้องต่ำของพระองค์. จริง พระโสดา บันและพระสกทาคามี เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. บทว่า สุสมาหิโต จมฺหิ เอกคฺคจิตฺโต ความว่า เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ ต่างโดยอุปจารและอัปปนา และเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน แม้โดยประการ ทั้งปวง. ด้วยคำคือความเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธินี้ ทรงแสดง ถึงความเพียบพร้อมด้วยอริยผลที่ ๓ ของพระองค์. จริงอยู่ พระอนาคามี เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ. บทว่า อรหา จมฺหิ ขีณาสโว ความ ว่า เราเป็นผู้ชื่อว่า ขีณาสพ เพราะอาสวะมีกามาสวะเป็นต้น สิ้นไปโดย ประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้นนั่นแล เราจึงเป็นผู้ชื่อว่า สิ้นกิเลสเครื่อง พยุงสัตว์ไว้ในภพ และชื่อว่า เป็นพระอรหันต์เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงความที่พระองค์ ทรงกระทำกรณียกิจเสร็จแล้ว. บทว่า มหิทฺธิโก จมฺหิ มหานุภาโว ความว่า เราชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยความเป็นผู้มีความ ชำนาญมากในฤทธิ์มีการอธิฏฐานและมีการกระทำให้เป็นต่าง ๆ เป็นต้น และชื่อว่า มีอานุภาพมาก เพราะเพียบพร้อมด้วยบุญญานุภาพ และ คุณานุภาพอันโอฬาร. ด้วยคำนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงการประกอบด้วย โลกิยอภิญญา และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ของพระองค์. จริงอยู่ พระ- สาวกชื่อว่า เป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย ชื่อว่า มี ฤทธิ์มาก เพราะยังสิ่งตามที่ตนปรารถนาให้สำเร็จ และชื่อว่ามีอานุภาพ มากเพราะชำระสันดานให้หมดจด ด้วยอุปนิสัยสมบัติในปางก่อน และ ด้วยวิหารสมาบัติต่าง ๆ แล. บทว่า ภทฺทกํ เม ชีวิตํ ความว่า กายนี้ ของเราผู้ประกอบคุณมีศีลอย่างนี้เป็นต้น ยังทรงอยู่เพียงใด ประโยชน์ สุขนั่นแล ก็ยังเจริญอยู่แก่หมู่สัตว์เพียงนั้น ถึงชีวิตของเรา ก็ชื่อว่า เจริญ คือ ดีงาม เพราะว่าเป็นบุญเขต. ด้วยบทว่า ภทฺทกํ มรณํ นี้ พระองค์ ทรงแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ ในอรรถทั้ง ๒ ว่า ก็ถ้าเบญจขันธ์นี้ จะดับไปในวันนี้ หรือในขณะนี้แหละ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น แม้ มรณะ คือ ปรินิพพานอันหาปฏิสนธิมิได้ของเรานั้น ก็จัดเป็นความดี. ดังนั้น พระมหาเถระ จึงตรึกถึงความที่ตนมีโสมนัสอย่างโอฬาร ด้วย ความนับถือมากในธรรม และด้วยการเสวยปีติอันเกิดแต่ธรรม เพราะตน ยังละความหนาไปด้วยความเย่อหยิ่งในโสมนัสไม่ได้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ