เล่มที่ 44
ส่วนที่ 287
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 287 อ้างอิง: Book 44, Section 287 ประเภท: section
เนื้อหา
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ถ้าว่าภิกษุไม่อาศัยเสียงสรรเสริญแล้วไซร้ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อภิกษุผู้ถือการเที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตนมิใช่ผู้เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่. ปิณฑปาตสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ความว่า แม้เวลาภายในเที่ยงวันของภิกษุถือ เอกาสนิกังคธุดงค์และขลุปัจฉาภัตตกังคธุดงค์ ผู้ฉันอาหารเช้าแล้ว ก็เป็น ปัจฉาภัตเหมือนกัน. แต่ในที่นี้ ภายหลังแต่ฉันอาหารตามปกตินั่นแหละ พึงทราบว่า เป็นปัจฉาภัต. บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตานํ ความว่า ผู้กลับจากบิณฑบาต คือแสวงหาบิณฑบาตแล้ว กลับจากบิณฑบาตนั้น โดยทำภัตกิจให้สำเร็จ. บทว่า กเรริ ในบทว่า กเรริมณฺฑลมาเฬ เป็น ชื่อของไม้กุ่ม. เล่ากันว่า ไม้กุ่มนั้น อยู่ภายในระหว่างมณฑปกับศาลา พระคันธกุฎี ด้วยเหตุนั้น แม้พระคันธกุฎี ท่านเรียกว่า กเรริกุฏิกา. มณฑปก็ดี ศาลาก็ดี ท่านเรียกว่า กเรริมัณฑลมาฬ โรงกลมใกล้ต้นไม้ กุ่ม. เพราะเหตุไร ในโรงกลมกล่าวคือศาลาที่นั่ง ซึ่งสร้างไว้ไม่ไกลต้น กุ่มนั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวถึงหลังคาที่มุงด้วยหญ้าและใบไม้ฝนไม่รั่ว รดว่า โรงกลม. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า มณฑปที่มุงด้วยเถาวัลย์มี อติมุตตกเถาวัลย์เป็นต้น ชื่อว่า โรงกลม. บทว่า กาเลน กาลํ ได้แก่ ในระหว่างเวลาหนึ่ง ๆ อธิบายว่า ในสมัยนั้น ๆ. บทว่า มนาปิเก แปลว่า น่าเจริญใจ อธิบายว่า ปิยรูปที่น่าปรารถนา. ก็ความเป็นอิฏ- ฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ พึงถือเอาด้วยอำนาจบุคคล และด้วยอำนาจ ทวาร. จริงอยู่ ความเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์นั้น เข้าใจกันว่า เป็นสิ่งน่าปรารถนาของคนบางคน ไม่น่าปรารถนาของคนบางคน สมมติ ว่าไม่น่าปรารถนาของคนบางคน ไม่น่าปรารถนาของคนบางคน. อนึ่ง น่า ปรารถนาของทวารหนึ่ง ไม่น่าปรารถนาของทวารหนึ่ง. แต่ในที่นี้พึง ทราบวินิจฉัยด้วยอำนาจวิบาก จริงอยู่ กุศลวิบาก น่าปรารถนาโดยส่วน เดียว อกุศลวิบาก ไม่น่าปรารถนาเลยแล. บทว่า จกฺขุนา รูเป ปสฺสิตุํ ความว่า ภิกษุไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต เมื่อพวกอุบาสกนิมนต์ให้เข้าไป ยังเรือน นำอาสนะและเพดานเป็นต้นเข้าไป เพื่อทำการบูชาสักการะ ได้ เห็นรูปที่น่ายินดี กล่าวคือ รูปที่รุ่งเรืองด้วยความงดงามต่าง ๆ และ รูปที่มีวิญญาณครองอย่างอื่น ด้วยญาณอันไปทางจักษุทวาร. บทว่า สทฺเท ความว่า ภิกษุเข้าไปสู่เรือนอิสรชน ได้ยินเสียงเพลงขับและ ประโคม ที่เขาบรรเลงเพื่ออิสรชนเหล่านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า คนฺเธ ความว่า เพื่อดมกลิ่นมีกลิ่นดอกไม้และกลิ่นธูปเป็นต้น ที่เขา เหล่านั้นน้อมเข้านำเข้าไป โดยบูชาและสักการะก็เหมือนกัน. บทว่า รเส ความว่า เพื่อลิ้มรสเลิศต่าง ๆ ในการบริโภคอาหารที่เขาเหล่านั้นถวาย. บทว่า โผฏฺพฺเพ ความว่า เพื่อถูกต้องโผฏฐัพพารมณ์ เป็นสุขสัมผัส ในกาลนั่งบนอาสนะที่ลาดไว้ค่ามาก. ก็แล ครั้นทรงระบุถึงการได้อิฏ- ฐารมณ์ที่เป็นไปทางทวาร ๕ ดังกล่าวมาแล้วนี้ บัดนี้เพื่อแสดงการได้ อิฏฐารมณ์ที่เป็นไปทางมโนทวาร จึงตรัสคำมีอาทิว่า สกฺกโต ดังนี้. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ