เล่มที่ 44

ส่วนที่ 96

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 96 อ้างอิง: Book 44, Section 96 ประเภท: section


เนื้อหา

บทว่า เอโส เต สมณ ปิสาโจ ความว่า ยักษ์เนรมิตรูปน่ากลัว ใหญ่โต ยืนตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวหมายถึงตนว่า สมณะ ผู้เจริญ ปีศาจผู้มักกินเนื้อปรากฏแก่ท่านแล้ว. บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า รู้ประการแปลกนี้ที่ยักษ์นั้น ให้เป็นไปทางกายและวาจา และรู้ความที่ตนหมดอุปกิเลสในโลกธรรม เป็นเหตุแห่งอาการที่ยักษ์นั้นข่มขู่ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง. บทว่า ตายํ เวลายํ ได้แก่ เวลาที่ทำอาการแปลกนั้น. บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ไม่คำนึงถึงอาการแปลกนั้น ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงธรรมา- นุภาพ มีการไม่คำนึงอาการแปลกนั้นเป็นเหตุ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา สเก สุธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมคือ อุปาทานขันธ์ ๕ กล่าวคืออัตภาพของตนในกาลใด. บทว่า ปารคู ความ ว่า ผู้ถึงฝั่งด้วยความบริบูรณ์แห่งปริญญาภิสมัย, ต่อแต่นั้นนั่นแหล่ะ ผู้ถึง ฝั่งด้วยความบริบูรณ์แห่งปหานาภิสมัย สัจฉิกิริยาภิสมัย และภาวนาภิสมัย ในสมุทัยเป็นเหตุแห่งอุปาทานขันธ์เหล่านั้น ในนิโรธอันมีลักษณะไม่เป็น ไปตามสมุทัยนั้น และในนิโรธคามินีปฏิปทา. บทว่า โหติ พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปโดยประการทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้. ความจริง การตรัสรู้สัจจะ ๔ ย่อมมีแม้ด้วยการหยั่งรู้ อัตภาพของตนโดยประการทั้งปวง. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า เราบัญญัติโลกและความเกิดของโลก ในร่างกายนี้แหละมีประมาณวาหนึ่ง พร้อมสัญญาและใจ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเกสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ใน ธรรมของตน ชื่อว่าธรรมของตน ได้แก่ธรรมมีศีลเป็นต้นของบุคคล ผู้รักตน. จริงอยู่ โวทานธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติเป็นต้น ชื่อว่าธรรมของคนคือของตน เพราะยังหิตสุขให้สมบูรณ์โดยส่วนเดียว ไม่เป็นธรรมของคนอื่น เหมือนสังกิเลสธรรมอันนำความพินาศมาให้. บทว่า ปารคู ได้แก่ ถึงฝั่งคือที่สุดความบริบูรณ์แห่งธรรมมีศีลเป็นต้นนั้น ในธรรมเหล่านั้น อันดับแรก ชื่อว่าศีล มี ๒ อย่าง คือโลกิยศีล ๑ โลกุตรศีล ๑. ในศีลเหล่านั้น โลกิยศีล เป็นศีลเบื้องต้น. ศีลเบื้องต้นนั้น ว่าโดยย่อมี ๔ อย่าง มีปาติโมกขสังวรศีลเป็นต้น แต่ว่าโดยพิสดารมีหลาย ประเภท. โลกุตรศีล มี ๒ อย่าง คือมรรคศีล ๑ ผลศีล ๑ แต่ว่าโดย อรรถ ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ. ก็สมาธิ และปัญญา มี ๒ อย่าง คือ เป็นโลกิยะ ๑ เป็นโลกุตระ ๑ เหมือนศีล. ใน ๒ อย่างนั้น โลกิยสมาธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยอุปจาร โลกุตร- สมาธิ ได้แก่ สมาธิที่นับเนื่องในมรรค. ฝ่ายปัญญาที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญาที่ยังมีอาสวะ ส่วน โลกุตรปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคและผล. ชื่อว่า วิมุตติ ได้แก่ ผลวิมุตติและนิพพาน เพราะฉะนั้น วิมุตตินั้น จึงเป็นโลกุตระอย่าง เดียว. วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นโลกิยะอย่างเดียว วิมุตติญาณทัสสนะนั้น มี ๑๙ อย่าง เพราะเป็นปัจจเวกขณญาณ. ชื่อว่าผู้ถึงฝั่งคือที่สุด เพราะ ความบริบูรณ์แห่งธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง เพราะ บรรลุพระอรหัตในสันดานของตน ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า ถึงฝั่งในธรรมของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าถึงฝั่งในศีล เพราะ บรรลุโสดาปัตติผล. จริงอยู่ พระโสดาบันนั้น ท่านเรียกว่า ทำให้บริบูรณ์ ในศีลทั้งหลาย. ก็ในที่นี้ แม้พระสกทาคามี ก็เป็นอันท่านถือเอาด้วย โสดาบัน ศัพท์เหมือนกัน. ชื่อว่าผู้ถึงฝั่งในสมาธิ เพราะบรรลุอนาคา- มิผล. จริงอยู่ พระอนาคามีนั้น ท่านเรียกว่า ผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ. ชื่อว่าผู้ถึงฝั่งในธรรม ๓ นอกนี้ เพราะบรรลุพระอรหัตผล. จริงอยู่ พระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงฝั่งในปัญญาวิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เพราะบรรลุเจโตวิมุตติ อันเป็นอกุปปธรรมอันเลิศ ด้วยความถึงความ ไพบูลย์ด้วยปัญญา และเพราะถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณญาณ. ชื่อว่าเป็นผู้ ถึงฝั่งในธรรมของตนในกาลใด ตามที่กล่าวแล้ว เพราะสำเร็จกิจ ๑๖ อย่าง มีปริญญากิจเป็นต้น โดยมรรค ๔ ในอริยสัจ ๔ แม้โดยประการ ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้. บทว่า โหติ พฺราหฺมโณ ความว่า ในกาลนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปธรรม เสียได้. บทว่า อถ เอตํ ปิสาจญฺจ พกฺกุลญฺจาติ วตฺตติ ความว่า ดูก่อน อชกลาปกะ ครั้นภายหลังจากถึงฝั่งที่กล่าวแล้วนั้น บุคคลเป็นไปล่วง คือก้าวล่วง ครอบงำ ไม่กลัวปีศาจที่มากินเนื้อที่ท่านแสดงแล้วนั่น และ เสียงอักกุละ พักกุละ ที่ตั้งขึ้นให้เกิดความกลัว.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ