เล่มที่ 44
ส่วนที่ 89
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 89 อ้างอิง: Book 44, Section 89 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ ได้แก่ สมัยหนึ่ง คือเวลาหนึ่ง ตอนเช้า. บทว่า นิวาเสตฺวา ความว่า นุ่งห่มอย่างมั่นคง โดยการเปลี่ยนเครื่อง นุ่งห่มในพระวิหาร. บทว่า ปตฺตจีวรมาทาย ความว่า ห่มจีวรแล้ว ถือบาตร. บทว่า ปิณฺฑาย ปาวิสิ ได้แก่ เข้าไปบิณฑบาต. บทว่า ทลิทฺทวิสิขา ได้แก่ ถิ่นเป็นที่อยู่ของคนเข็ญใจ. บทว่า กปณวิสิขา ได้แก่ ที่อยู่ของคนยากจน เพราะถึงความเสื่อมสิ้นโภคะ. บทว่า เปสการวิสิขา ได้แก่ ที่อยู่ของช่างหูก. บทว่า อทฺทสา โข ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็น อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงว่า กัสสปบุตรของเรา หายจาก อาพาธแล้ว กำลังทำอะไรหนอ ทั้งที่ประทับนั่งในพระเวฬุวันนั่นแล ได้ทรงเห็นด้วยทิพยจักษุ. บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบเนื้อความที่ท่านพระ- มหากัสสปะห้ามบิณฑบาตทิพย์ มีสูปะและพยัญชนะมากมาย ที่นางอัปสร ๕๐๐ นำเข้าไปถวาย แล้วกล่าวถึงข้อปฏิบัติในการสงเคราะห์คนกำพร้า. บทว่า อิมํ อุทานํ ได้แก่ ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงอานุภาพแห่งความ คงที่ของพระขีณาสพ โดยแสดงความเป็นผู้มักน้อยเป็นประธาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนญฺโปสึ ความว่า ชื่อว่าอัญฺญโปสี เพื่อเลี้ยงคนอื่น ผู้ไม่เลี้ยงคนอื่น ชื่อว่าอนัญญโปสี อธิบายว่า ชื่อว่า ไม่มีเพื่อนสอง คือเป็นผู้เดียว เพราะไม่มีคนอื่นที่ตนจะต้องเลี้ยง. ด้วย คำนั้น ท่านแสดงถึงพระเถระเป็นผู้เลี้ยงง่าย. จริงอยู่ พระเถระเลี้ยง เฉพาะตนด้วยจีวรเครื่องบริหารกาย และด้วยบิณฑบาตเครื่องบริหารท้อง ชื่อว่าเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่งอยู่. ไม่เลี้ยงใคร ๆ อื่น ในบรรดาญาติมิตร เป็นต้น เพราะเป็นผู้ไม่ติดในอารมณ์ไหน ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อนัญญ- โปสี เพราะไม่มีภาระที่ตนอันคนอื่นคนใดคนหนึ่งจะพึงเลี้ยง. ความจริง ผู้ที่มีปัจจัย ๔ เนื่องในทายกผู้ให้ปัจจัยคนเดียวเท่านั้น ไม่ชื่อว่าอนัญญโปสี เพราะมีความประพฤติเนื่องกับคน ๆ เดียว. ฝ่ายพระเถระอาศัยกำลังแข้ง เที่ยวบิณฑบาต โดยนัยดังกล่าวในคาถามีอาทิว่า ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ เป็นผู้ใหม่ในตระกูลทั้งหลายเป็นนิตย์ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่ เจือปน. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชมเชยผู้นั้นด้วยปฏิปทา อันเปรียบด้วยพระจันทร์. บทว่า อญฺาตํ แปลว่า มีชื่อเสียงปรากฏ คือมีเกียรติยศแผ่ไปด้วยคุณตามความเป็นจริง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีชื่อ เสียงปรากฏ เพราะเป็นผู้มักน้อย สันโดษด้วยภาวะที่ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่นนั้น นั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อญฺาตํ ชื่อว่าอันคนอื่นไม่รู้จัก โดย ให้ผู้อื่นรู้จักตน เหตุไม่ปรารถนาลาภสักการะ และชื่อเสียง เพราะละตัณหา ได้แล้วโดยประการทั้งปวง. ความจริง คนที่ยังไม่ปราศจากตัณหา มีความ ปรารถนาลามก ย่อมให้คนอื่นรู้จักตน โดยประสงค์ความยกย่องด้วยการ หลอกลวง. บทว่า ทนฺตํ ความว่า ฝึกตนแล้ว เพราะอรรถว่า ฝึกตนอย่าง สูงสุดในอินทรีย์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจฉฬังคุเบกขา อุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สาเร ปติฏฺิตํ ได้แก่ ตั้งลงในวิมุตติสาระ หรือตั้งอยู่ในศีลสาระ เป็นต้น มีศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะเป็นต้น. บทว่า ขีณาสวํ วนฺต- โทสํ ความว่า ชื่อว่าขีณาสวะ เพราะละอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น ได้โดยสิ้นเชิง จากนั้นแล ชื่อว่าวันตโทสะ เพราะคายโทษ มีราคะเป็นต้น ได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ความว่า เรากล่าว บุคคลนั้น คือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ ซึ่งมีคุณตามที่กล่าวแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์. แม้ในที่นี้ พึงทราบความต่างกันแห่งเทศนา โดยนัย ดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ