เล่มที่ 44

ส่วนที่ 42

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 42 อ้างอิง: Book 44, Section 42 ประเภท: section


เนื้อหา

ก็บทว่า เตน สมเยน ในบทมีอาทิว่า เตน โข ปน สมเยน เป็น ตติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า โข ปน เป็นนิบาต อธิบาย ว่า ตสฺมึ สมเย ในสมัยนั้น. ก็ในสมัยไหน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ ครั้งแรก ประทับอยู่ที่ควงไม้โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบล อุรุเวลา ตลอดสมัยใด ในสมัยนั้น. บทว่า สตฺตาหํ แปลว่า ๗ วัน คือ สัปดาห์หนึ่ง. บทว่า สตฺตาหํ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันต- สังโยคะ แปลว่า ตลอด. เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำราญอยู่ ด้วยสุขอันเกิดผลสมาบัติส่วนเดียว โดยไม่ขาดสายตลอดสัปดาห์นั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวทุติยาวิภัตติด้วยอำนาจอัจจันตสังโยคะว่า สตฺตาหํ แปลว่า ตลอดสัปดาห์. บทว่า เอกปลฺลงฺเกน ความว่า โดยนั่งขัดสมาธิท่าเดียว เท่านั้น ไม่ได้เสด็จลุกขึ้นสักคราวเดียว ตั้งแต่เวลาที่ประทับนั่งบนวชิรา- อาสน์อันเป็นอปราชิตบัลลังก์อันประเสริฐ ในเวลาพระอาทิตย์ยังไม่ อัสดงคต ในวันวิสาขปุณณมี เพ็ญเดือน ๖. บทว่า วิมุตฺติสุขํ ปฏิสํเวที ความว่า พระองค์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข คือสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๕ คือ ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ บรรดาวิมุตติ ๕ เหล่านั้น ความหลุดพ้น โดยหลุดพ้นจากธรรมอันเป็น ข้าศึกนั้น ๆ ด้วยองค์คุณนั้น ๆ มีการบริจาคไทยธรรมเป็นต้น และด้วย องค์แห่งวิปัสสนา มีการกำหนดนามรูปเป็นต้น ตราบเท่าที่องค์นั้น ๆ ยัง เป็น ไปโดยไม่มีการเสื่อม จัดเป็นปหานะ. การละ คือ การหลุดพ้นจาก มัจฉริยะ และโลภะ เป็นต้น ด้วยทาน. จากปาณาติบาตเป็นต้นด้วยศีล, จากสักกายทิฏฐิด้วยการกำหนดนามรูป. จากทิฏฐิที่ไม่มีเหตุและมีเหตุ ไม่ เสมอกันด้วยการกำหนดปัจจัยและธรรมที่ไม่ใช่ปัจจัย จากความเป็นผู้ สงสัยด้วยการข้ามพ้นความสงสัย อันเป็นส่วนอื่นของนามรูปนั้นนั่นแหละ, จากการยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ด้วยการพิจารณาถึงรูปกลาปะ รูปเป็น กลุ่มเป็นก้อน, จากความสำคัญในธรรมที่ไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วย การกำหนดว่ามรรคและมิใช่มรรค, จากอุจเฉททิฏฐิด้วยการเห็นความเกิด แห่งรูปนาม, จากสัสสตทิฏฐิด้วยการเห็นความดับรูปนาม, จากความสำคัญ ในสิ่งที่มีภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วยการเห็นว่าเป็นภัย, จากความสำคัญว่า น่า ยินดีด้วยการเห็นว่าเป็นโทษ, จากความสำคัญรูปว่า น่าเพลิดเพลินด้วย การเห็นรูปว่าน่าเบื่อหน่าย. จากความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะหลุดพ้นด้วยมุญ- จิตุกัมยตาญาณ ญาณคือความใคร่เพื่อจะหลุดพ้น, จากความไม่วางเฉย ด้วยอุเบกขาญาณ, จากภาวะอันเป็นปฏิโลม (คือแย้ง) ในธรรมฐิติและ พระนิพพานด้วยอนุโลมญาณ และพ้นจากภาวะมีสังขารเป็นนิมิตด้วยโคตร- ภูญาณ นี้ชื่อว่า ตทังควิมุตติ.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ