เล่มที่ 41
ส่วนที่ 189
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 189 อ้างอิง: Book 41, Section 189 ประเภท: section
เนื้อหา
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นอิสระ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย, ด้วยว่า คนพาลได้ศิลปะหรือความเป็น อิสระแล้ว ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง สืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ยาวเทว อนตฺถาย ตฺตํ พาลสฺส ชายติ หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ. "ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล เพียงเพื่อความ ฉิบหายเท่านั้น, ตามรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้ ตกไป ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย." ศัพท์ว่า ยาวเทว ในคาถานั้นเป็นนิบาต ในอรรถคือความ กำหนดซึ่งแดน. ภาวะคือความรู้ ชื่อว่า ตฺตํ . บุคคลย่อมรู้ศิลปะ แม้ใด, หรือบุคคลดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ใด หรือด้วยความถึงพร้อม ด้วยยศใด อันชนย่อมรู้จัก คือปรากฏ ได้แก่เป็นผู้โด่งดัง, คำว่า ตฺตํ นี้ เป็นชื่อแห่งศิลปะ ความเป็นใหญ่และความถึงพร้อมด้วยยศนั้น. แท้ จริง ศิลปะหรือความเป็นใหญ่เป็นต้น ย่อมเกิดแก่คนพาล เพื่อความ ฉิบหายถ่ายเดียว คือคนพาลนั้น อาศัยศิลปะเป็นต้นนั้น ย่อมทำความ ฉิบหายแก่คนอย่างเดียว. บทว่า หนฺติ ได้แก่ ให้พินาศ. บทว่า สุกฺกํสํ คือส่วนแห่งกุศล. อธิบายว่า ก็ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อ เกิดขึ้นแก่คนพาล ย่อมเกิดขึ้นฆ่าส่วนอันเป็นกุศลอย่างเดียว. บทว่า มุทฺธํ นี้ เป็นชื่อว่าของปัญญา. บทว่า วิปาตยํ คือกำจัดอยู่ อธิบายว่า ก็ความรู้นั้น ฆ่าส่วนกุศลของคนพาลนั้น ยังมุทธา กล่าวคือปัญญา ให้ตกไป คือขจัดอยู่นั้นแหละ ชื่อว่าฆ่า.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ