เล่มที่ 37

ส่วนที่ 408

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 408 อ้างอิง: Book 37, Section 408 ประเภท: section


เนื้อหา

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนด้วย พระโอวาทนี้แล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ภิกษุนั้นหลีกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรออกบวชเป็น บรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้า ถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ละภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย. สังขิตตสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า เอวเมว ได้แก่ โดยไม่มีเหตุเลย. อีกอย่างหนึ่ง โดย ประการที่ภิกษุนี้อ้อนวอนนั่นแหละ. บทว่า โมฆปริสา ได้แก่ บุรุษผู้หลง บุรุษเปล่า. บทว่า อชฺเฌสนฺติ แปลว่า ย่อมอ้อนวอน บทว่า อนุพนฺธิตพฺพํ ได้แก่ พึงติดตามด้วยการติดตาม อิริยาบท. บทว่า มญฺนฺติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ เพื่อให้เกิด ความเอื้อเฟื้อ จึงตรัสอย่างนั้น. ได้ยินว่า ภิกษุนั้น แม้เมื่อประทานโอวาทให้แล้ว ก็ประกอบ เนื่อง ๆ แต่ความประมาทเท่านั้น ฟังธรรมแล้วก็อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ปรารถนาจะบำเพ็ญสมณธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงขู่เธออย่างนี้แล้ว แต่เพราะเหตุที่เธอสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย แห่งพระอรหัต ฉะนั้น เมื่อจะทรงโอวาทเธออีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า เพราะเหตุนั้นแหละ. ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ ดังนี้. ในคำนั้น ตรัสมูลสมาธิอันพอที่จิตเป็นเอกัคคตา ด้วยอำนาจจิตที่เป็นไป ในภายในแก่เธอด้วยพระโอวาทนี้ก่อนว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ในภายใน จักเป็นจิตตั้งมั่นด้วยดี และอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ แต่นั้น เพื่อจะทรงแสดงว่า เธอยังไม่ควร พอใจด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พึงเจริญสมาธินั้นอย่างนี้ จึงให้ภิกษุนั้น เจริญภาวนาด้วยอำนาจเมตตาอย่างนี้ว่า เมื่อใดแลภิกษุ จิตของเธอ ตั้งมั่นแล้วในภายใน เป็นจิตดำรงมั่นด้วยดีแล้ว และอกุศลบาปธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เมื่อนั้นภิกษุ เธอพึงศึกษา อย่างนี้ว่า เมตตาเจโตวิมุติจัก เป็นอันเราอบรมแล้ว ฯลฯ ปรารภดีแล้ว ดังนี้ตัวจึงตรัสอีกเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดสมาธินี้เป็นอันเธอ อบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อใด เธอพึงเจริญ สมาธินี้ ทั้งที่มีวิตก ทั้งที่มีวิจาร. พึงทราบความแห่งคำนั้นดังต่อไป นี้:- ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดมูลสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้วด้วยอำนาจ เมตตาอย่างนี้ เมื่อนั้น เธอเมื่อไม่ยินดีแม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น เมื่อจะทำมูลสมาธินั้นให้ถึงฌานหมวด ๔ ฌานหมวด ๕ ในอารมณ์ แม้เหล่าอื่น พึงเจริญโดยนัยมีอาทิว่า สวิตกฺก์ สวิจารํ ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ