เล่มที่ 34
ส่วนที่ 268
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 268 อ้างอิง: Book 34, Section 268 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า เอวมฺภูโต ความว่า (เราตถาคต) เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วย ฌานใดฌานหนึ่งในบรรดาฌานมีปฐมฌานเป็นต้นอย่างนี้. บทว่า ทิพฺโพ เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ ความว่า ก็การจงกรมของเรา ตถาคตผู้เข้ารูปฌาน ๔ เดินจงกรมอยู่ ชื่อว่า เป็นการจงกรมทิพย์ แม้เมื่อ เราตถาคตออกจากสมาบัติเดินจงกรม การจงกรม (นั้น) ชื่อว่า เป็นการ จงกรมทิพย์เหมือนกัน. แม้ในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้น ก็มีนัยนี้แล. ในการอยู่ ๒ อย่างนอกนี้ก็เหมือนกัน. บทว่า โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงราคะที่ละได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรค ณ มหาโพธิบัลลังก์นั่นเอง จึงตรัสว่า โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน ดังนี้. แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัย นี้แล. อนึ่ง ถามว่า ด้วยบทนี้เป็นอันตรัสถึงอะไร (ตอบว่า) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงการพิจารณา (ปัจจเวกขณญาณ). พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงผลสมาบัติด้วยการพิจารณา แท้จริง อิริยาบถมีการจงกรมเป็นต้น ของพระอริยะผู้เข้าผลสมาบัติก็ดี ผู้ออก จากสมาบัติก็ดี ชื่อว่า เป็นการจงกรมของพระอริยะ เป็นต้น. บทที่เหลือ ในสูตรนี้ ง่ายทั้งหมดแล. สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ กรุงราชคฤห์ สมัยนั้นปริพาชกชื่อ สรภะ เป็นผู้เลี่ยงไปจากพระธรรม- วินัยนี้ไม่นาน เขากล่าววาจาอย่างนี้ในประชุมชนในกรุงราชคฤห์ว่า ธรรม ของพวกสมณสักยบุตร เรารู้ทั่วแล้วละ ก็เพราะเรารู้ทั่วธรรมของพวก สมณสักยบุตร เราจึงเลี่ยงมาเสียจากธรรมวินัยนั้นอย่างนี้ ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปเวลาเช้าครองสบงแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าสู่ กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นได้ยิน สรภปริพาชก กล่าววาจา อย่างนี้ในประชุมชนในกรุงราชคฤห์ว่า ธรรมของพวกสมณสักยบุตร เรารู้ ทั่วแล้วละ ก็เพราะเรารู้ทั่วธรรมของพวกสมณสักยบุตร เราจึงเลี่ยงมา เสียจากธรรมวินัยนั้นอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้น ครั้นเที่ยวบิณฑบาตใน กรุง ราชคฤห์ แล้ว ภายหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปถึงแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่งแล้วกราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปริพาชกชื่อ สรภะ เลี่ยงไปจาก พระธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขากล่าววาจาอย่างนี้ในประชุมชนใน กรุงราชคฤห์ว่า ธรรมของพวกสมณสักยบุตร ฯลฯ จากธรรมวินัยนั้นอย่างนี้ สาธุ ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดเสด็จไปอารามปริพาชกแทบฝั่งแม่น้ำ สัปปินีที่สรภปริพาชกอยู่เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้นเวลาเย็น เสด็จ ออกจากที่เร้นไปอารามปริพาชกแทบฝั่งแม่น้ำ สัปปินี ที่สรภปริพาชกอยู่ ครั้น ถึงแล้วประทับบนอาสนะที่เขาจัดไว้แล้ว ครั้นประทับแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามสรภปริพาชกว่า สรภะ ได้ยินว่า ท่านกล่าวอย่างนี้จริงหรือว่า ธรรมของพวกสมณสักยบุตร ฯลฯ จากธรรมวินัยนั้นอย่างนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว สรภปริพาชกนิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามสรภปริพาชกครั้งที่ ๒ ว่า พูดเถิดสรภะ ธรรมของสมณสักยบุตร ท่านรู้ทั่วว่าอย่างไร ? ถ้าคำของท่านจักไม่บริบูรณ์ เราจักช่วยให้บริบูรณ์ แต่ถ้าคำของท่านจักบริบูรณ์ไซร้ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๒ สรภปริพาชกก็คงนิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม. . .เป็นครั้งที่ ๓ ว่า สรภะ ธรรมของ สมณสักยบุตร เราบัญญัติเอง พูดเถิด สรภะ ธรรมของสมณสักยบุตร ท่านรู้ทั่วว่าอย่างไร ถ้าคำของท่านจักไม่บริบูรณ์ เราจักช่วยให้บริบูรณ์ แต่ ถ้าคำของท่านจักบริบูรณ์ไซร้ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๓ สรภปริพาชกก็คงนิ่ง ทีนี้ ปริพาชกทั้งหลายกล่าวกะสรภปริพาชกว่า อาวุโสสรภะ ท่าน จะพึงขอร้องข้อใดกะพระสมณโคดม พระสมณโคดมก็ยอมให้ข้อนั้นแก่ท่าน พูดเถิด อาวุโสสรภะ ธรรมของพวกสมณสักยบุตร ท่านรู้ทั่วว่าอย่างไร ถ้าคำของท่านจักไม่บริบูรณ์ พระสมณโคดมจักช่วยให้บริบูรณ์ แต่ถ้าคำของ ท่านจักบริบูรณ์ไซร้ พระสมณโคดมก็จักอนุโมทนา เมื่อปริพาชกทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว สรภปริพาชกนิ่งอั้นหมดสง่า คอตกก้มหน้าซบเซาไม่มีปฏิภาณ นั่งอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแจ้งว่า สรภปริพาชกนิ่งอั้น หมดสง่า คอตกก้มหน้าซบเซาไม่มีปฏิภาณแล้ว จึงตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงว่าเราว่า ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ แต่ธรรมเหล่านี้ท่านยังมิได้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้ เราจะพึงซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นใน ข้อนั้นอย่างดี ผู้นั้นแลถูกเราซักไซ้ไล่เลียงอย่างดีเข้า ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่ตกอยู่ในฐานะ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ จะต้องพูด กลบเกลื่อนหรือออกนอกเรื่องนอกทางไปบ้าง จะต้องแสดงความขุ่นเคือง ความ โกรธแค้น ความน้อยใจให้ปรากฏบ้าง จะต้องนิ่งอั้นหมดสง่า คอตกก้มหน้า ซบเซาไม่มีปฏิภาณเหมือนอย่างสรภปริพาชกบ้าง ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงว่าเราว่า ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ แต่อาสวะเหล่านั้นของท่านยังไม่สิ้นแล้ว ดังนี้ เราจะพึงซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นใน ข้อนั้นอย่างดี ฯลฯ เหมือนอย่างสรภปริพาชกบ้าง ปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงว่าเราว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์ อันใด ประโยชน์อันนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแห่งบุคคลผู้ทำตาม ดังนี้ เราจะพึงซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในข้อนั้นอย่างดี ฯลฯ เหมือนอย่างสรภปริพาชก บ้าง พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงเปล่งพระสิงหนาท ๓ วาระแล้ว เสด็จ กลับไปทางอากาศ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วไม่ช้า ปริพาชกเหล่านั้นก็รุมกัน ถากถางสรภปริพาชกว่า แน่ะอาวุโสสรภะ สุนัขจิ้งจอกแก่ในป่าใหญ่ทะยานใจ ว่าจักร้องให้เหมือนเสียงราชสีห์ ก็ร้องเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ ร้องเป็น เสียงสุนัขป่าอยู่นั่นเองฉันใด ท่านก็ฉันนั้นแหละ อาวุโส สรภะ ลับหลังพระ- สมณโคดมคุยว่า ข้าจักบันลือสิงหนาท ก็...เสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ... เสียงสุนัขป่านั่นเอง ไก่ตัวเมียกระหยิ่มใจว่า จักขันให้เหมือนเสียงไก่ตัวผู้ ก็ ...เสียงไก่ตัวเมียอยู่นั่นฉันใด ท่านก็ฉันนั้นแหละ อาวุโสสรภะ ลับหลัง พระสมณโคดมคุยว่า ข้าจักขัน ก็กะต๊ากนั่นเอง โค ในโรงว่าง ย่อมสำคัญว่า เสียง ลึก ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นแหละ. อาวุโสสรภะ ลับหลังพระสมณโคดม ก็สำคัญว่าเสียง (ของตัว) ลึก. ครั้งนั้นแล ปริพาชกเหล่านั้นต่างช่วยกันเอา ปฏัก คือวาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้าง.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ