เล่มที่ 32

ส่วนที่ 284

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 284 อ้างอิง: Book 32, Section 284 ประเภท: section


เนื้อหา

ฝ่ายพระราชาเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคา พร้อมกับอำมาตย์พันคน. ขณะนั้น แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ เห็นแม่น้ำคงคานั้นแล้ว ต่างก็ดำริและ อธิฐานว่า แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ. เกลื่อนด้วยปลาร้าย ไม่มีทาสหรือ มนุษย์ที่มากับพวกเรา ซึ่งจะพึงให้เรือหรือแพแก่พวกเราในที่นั้น แต่ธรรมดาว่า พระคุณทั้งหลายของพระศาสดาแผ่ไปเบื้องล่างแต่ อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคพรหม ก็ถ้าพระศาสดาทรงเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าไซร้ ขอหลังกีบม้าเหล่านี้จงอย่าเปียกน้ำเลย แล้วก็ควบขับม้า ไปทางหลังน้ำ. แม้เพียงกีบม้าแต่ละตัว ก็มิได้เปียกน้ำเลย. พึงฝั่งโน้ม เหมือนไปโดยราชบรรดา แต่แล้วก็ถึงมหานทีอื่น ๆ ข้างหน้า. ตรัส ถามว่า แม่น้ำแห่งที่สอง ชื่ออะไร. กราบทูลว่า ชื่อว่า นีลวาหินี มีประมาณครึ่งโยชน์ทั้งส่วนลึก ทั้งสองกว้าง พระเจ้าข้า. ในแม่น้ำนั้น ไม่มีสัจจกิริยาอย่างอื่น พากันข้ามแม่น้ำที่กว้างถึงครึ่งโยชน์ ด้วยสัจจกิริยาแม้นั้น ทั้งถึงมหานทีที่สามชื่อว่า จันทรภาคา ก็พากัน ข้ามด้วยสัจจกิริยานั้นนั่นเอง. ในวันนั้น แม้พระศาสดา ทรงออกจากมหากรุณาสมาบัติตรวจดู สัตวโลก เวลาใกล้รุ่ง ก็ทรงเห็นว่า วันนี้พระเจ้ามหากัปปินะ ทรง สละราชสมบัติมีอำนาตย์เป็นบริวาร จักเสด็จมาตลอดระยะทาง ๓๐๐ โยชน์ เพื่อทรงผนวชในสำนักเรา ทรงดำริว่า ควรที่เราจะไปทำการ ต้อนรับพวกเขา จึงทรงปฏิบัติสรีรกิจแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จบิณฑบาต ณ กรุงสาวัตถี ภายหลังเสวยแล้วเสด็จกลับจาก บิณฑบาต ลำพังพระองค์เอง เสด็จเหาะไปประทับนั่งสมาธิ ณ ต้นไทร ใหญ่ ซึ่งมีอยู่ตรงท่าที่คนเหล่านั้นจะข้าม ริมฝั่งแม่น้ำจันทรภาคา ทรงดำรงพระสติเฉพาะหน้า เปล่งพระพุทธฉัพพัณณรังสี. คนเหล่านั้น ข้ามทางท่านั้น เห็นพระพุทธรัศมี แล่นไปมา พบพระพักตรของพระ- ทศพล มีพระสิริเหมือนเพ็ญจันทร์ ก็ตกลงใจโดยการเห็นเท่านั้นว่า ๑ พวกเราบวชเจาะจงพระศาสดาพระองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้น เป็นพระองค์นี้แน่แท้ ก็น้อมกายถวายบังคมตั้งแต่สถานที่พบ มาถวายบังคมพระศาสดา พระราชาจับที่ข้อพระบาทพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประทันนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พร้อมกับอำมาตย์ พันหนึ่ง พระศาสดาตรัสธรรมกถาโปรดคนเหล่านั้น จบเทศนา ทุกคน ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต ขอบรรพชา. พระศาสดาทรงทราบว่า เพราะ คนเหล่านี้ถวายจีวรทานไว้ในชาติก่อน จึงมารับบาตรจีวรของตน แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์มีวรรณะดั่งทอง ตรัสว่า จงเป็นภิกษุหมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด. ก็เป็นอันท่านเหล่านั้นบรรพชาและอุปสมบทแล้ว พากัน แวดล้อมพระศาสดา เหมือนพระเถระร้อยพรรษา ฝ่ายพระนางอโนชาเทวี มีรถพันคันเป็นบริวาร เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำ คงคา ไม่เห็นหรือหรือแพ ที่จะพาข้ามไป แต่เพราะทรงเป็นคนฉลาด จึงทรงดำริว่า พระราชาก็คงจักทรงทำสัจจกิริยาเสด็จไป ก็พระ- ศาสดานั้น มิใช่ทรงบังเกิดมาเพื่อคนพวกนั้นอย่างเฉียว ถ้าพระองค์ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รถทั้งหลายของพวกเราก็อย่าจมน้ำ จึงทรงขับควบรถไปทางผิวน้ำ. แม้เพียงดุมและล้อของรถทั้งหลาย ก็มิได้เปียกน้ำ. ทั้งแม่น้ำที่สอง ที่สาม ก็ทรงข้ามไปได้ด้วยกระทำ สัจจะนั้นนั่นแล เมื่อทรงข้ามไปได้นั่นเอง ทรงเห็นพระศาสดาที่โคนต้นไทร. แม้พระศาสดา ก็ทรงดำริว่า สตรีเหล่านี้เห็นสามีของตน เกิดฉันทราคะ ๑. ปาฐะว่า ยํสตฺถารํ อุทฺทิสฺส มยํ ปพฺพชิตา สตฺถา โน เอโสติ พม่าเป็น ยํ สตฺถารํ อุทฺทิสฺส มยํ ปพฺพชิตา, อทฺธา โส เจโสติ แปลตามพม่า.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ