เล่มที่ 28

ส่วนที่ 83

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 83 อ้างอิง: Book 28, Section 83 ประเภท: section


เนื้อหา

ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระ- ฉันนะนำศาตรามาฆ่าตัวตายแล้ว ท่านมีคติและอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร ฉันนภิกษุ พยากรณ์คุณเครื่องเป็นผู้ไม่มัสกุลที่พึงเข้าไปหาแล้วต่อหน้าเธอมิใช่หรือ. สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัชชีคามอันมีชื่อว่า บุพพวิชชนะมีอยู่ ท่านฉันนะมีสกุลที่เป็นมิตรสกุลที่เป็นสหายสกุลพึงเข้าไปหาอยู่ในวัชชีคาม นั้น. ฉ. ดูก่อนสารีบุตร ก็สกุลที่เป็นมิตรสกุลที่เป็นสหายสกุลที่พึง เข้าไปหาเหล่านั้นมีอยู่ แต่เราไม่กล่าวว่า ฉันนภิกษุมีสกุลที่ตนพึงเข้าไปหา ด้วยเหตุเท่านั้นเลย ภิกษุใดแล ทอดทิ้งกายนี้ด้วย ยึดถือกายอื่นด้วย เราเรียกภิกษุนั้นว่า มีสกุลที่พึงเข้าไปหา สกุลนั้นย่อมไม่มีแก่ฉันนะภิกษุ ฉันนภิกษุนำศาตรามาฆ่าตัวตาย ไม่มีสกุลที่พึงเข้าไปหา ดูก่อนสารีบุตร เธอพึงทรงจำความนี้ไว้อย่างนี้ดังนี้เถิด. ในฉันนสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า ฉนฺโน ได้แก่พระเถระผู้มีชื่ออย่างนั้น. ไม่ใช่พระเถระผู้ ออกไปครั้งเสด็จมหาภิเนษกรมณ์. บทว่า ปฏิสลฺลานา ได้แก่ จากผล- สมาบัติ. บทว่า คิลานปุจฺฉกา ได้แก่ผู้บำรุงภิกษุไข้. ชื่อว่า การบำรุง ภิกษุไข้ อันพระพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว อันพระพุทธเจ้าชมเชยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า สีสเว€ํ ทเทยฺย ความว่า ผ้าโพกศีรษะ ชื่อว่า สีสเวฐนะ และพึงให้ผ้าโพกศีรษะนั้น บทว่า สตฺถํ ได้แก่ ศัสตราอันนำเสียซึ่งชีวิต (ฆ่าตัวตาย). บทว่า นาวกงฺขามิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนา. บทว่า ปริจิณฺโณ ได้แก่ ปรนนิบัติแล้ว. บทว่า มนาเปน ได้แก่กายกรรมเป็นต้น อันน่าเจริญใจ. จริงอยู่ พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่า ย่อมปรนนิบิต พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ย่อมถูกปรนนิบัติ พระอรหันต์ ชื่อว่าผู้อันเขาปรนนิบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ชื่อว่า ผู้อันเขาปรนนิบัติ. บทว่า เอตํ หิ อาวุโส สาวกสฺส ปฏิรูปํ ความว่า ดูก่อนอาวุโส นั่นชื่อว่า เป็นสิ่งที่สมควร แก่พระสาวก. บทว่า อนุปวชฺชํ ได้แก่ ไม่เป็นไป คือ ไม่มีปฏิสนธิ. บาลีว่า ปุจฺฉาวุโส สารีปุตฺต สุตฺวา เวทิสฺสาม นี้ ชื่อว่า ปวารณาของพระสาวกเปิดโอกาสให้ถาม คำว่า เอตํ มม เป็นต้น ท่านกล่าว ด้วยอำนาจการยึดถือด้วยอำนาจตัณหา มานะและทิฏฐิ. บทว่า นิโรธํ ทิสฺวา ได้แก่ รู้ธรรมเป็นที่สิ้นไป และเสื่อมไป. บทว่า เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ในฐานะมีประมาณเท่านี้ พระฉันนเถระใส่ปัญหาที่พระ- สารีบุตรถามลงในพระอรหัตต์ กล่าวแก้ปัญหานั้น. ฝ่ายพระสารีบุตรเถระ แม้รู้ว่า พระฉันนเถระเป็นปุถุชน ก็ไม่ได้บอกท่านว่า เป็นปุถุชน หรือ ว่าเป็นพระขีณาสพ ได้แต่นิ่งอย่างเดียว. ส่วนพระจุนทเถระคิดว่า เรา จะให้รู้ว่าท่านเป็นปุถุชน แล้วได้ให้โอวาท.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ