เล่มที่ 27

ส่วนที่ 96

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 96 อ้างอิง: Book 27, Section 96 ประเภท: section


เนื้อหา

บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงมรรคผลสูงๆขึ้นไป ภิกษุนั้นจึงกราบทูล คำเป็นต้นว่า กถํ ปน ภนฺเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อนนฺตรา ได้แก่กาลอันเป็นลำดับ ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่าง คือ กาลเป็นลำดับใกล้ ๑ กาลเป็นลำดับไกล ๑ วิปัสสนาชื่อว่า กาลเป็นลำดับใกล้ต่อมรรค ไกลต่อผล ภิกษุหมายเอากาลเป็นลำดับนั้น จึงทูลถามว่า ข้าแต่- พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อรหัตตผลที่นับว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่งวิปัสสนา. บทว่า อตสิตาเย ได้แก่ ในฐานะอันไม่ควรสะดุ้งคือไม่ควรกลัว. บทว่า ตาสํ อาปชฺชติ แปลว่า ย่อมถึงความกลัว. บทว่า ตาโส เหโส ความว่า เพราะวิปัสสนาอย่างอ่อนที่เป็นไปอย่างนี้ว่า โน จสฺสํ โน จ เม สิยา นี้นั้นไม่สามารถจะยึดครองความรักในตนได้ ฉะนั้นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จึงชื่อว่า มีความสะดุ้ง เพราะเขาคิดว่า บัดนี้เราจักขาดสูญ เราจักไม่มี อะไรๆ จึงเห็นตนเสมือนตกไปในเหว เหมือนพราหมณ์คนหนึ่ง. เล่ากันมาว่า พระจูฬนาคเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎก สวดพระธรรม เนื่องด้วยไตรลักษณ์อยู่ใต้โลหะปราสาท. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง กำลังยืนฟังธรรมอยู่ในที่แห่งหนึ่ง สังขารได้ปรากฏเป็นของว่างเปล่า. เขาเป็นเสมือนตกไปในเหว หนีออกจากที่นั้นทางประตูที่เปิดไว้ เข้าเรือนแล้วให้ลุกนอนบนอก กล่าวว่า พ่อ เมื่อเรานึกถึงลัทธิของตน เป็นอันฉิบหายแล้ว. บทว่า น เหโส ภิกฺขุ ตาโส ความว่า วิปัสสนาที่มี กำลังนั้นคือที่เป็นไปอย่างนั้น ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นความสะดุ้งสำหรับ พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ความจริงเขามิได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักขาดสูญ หรือจักพินาศ แต่เขามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น และย่อมดับไป.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ