เล่มที่ 26
ส่วนที่ 391
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 391 อ้างอิง: Book 26, Section 391 ประเภท: section
เนื้อหา
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า เจตนา ๗ ก็ดี วิรัติก็ดี ย่อมควรตามลำดับในกุศลกรรมบถแม้เหล่านั้น. ส่วนธรรม ๓ ในที่สุดสัมปยุตด้วยเจตนาแล. บทว่า โกฏฺาสโต ความว่า เจตนา ๗ ตามลำดับเป็นกรรมบถเท่านั้น ไม่เป็นมูล. ธรรม ๓ ในที่สุดเป็นทั้ง กรรมบถ เป็นทั้งมูล. จริงอยู่ อนภิชฌา เป็นอโลภะ ถึงความเป็นมูล เป็นกุศลมูล. อัพยาบาท เป็นอโทสะ ถึงความเป็นมูล เป็นกุศลมูล สัมมาทิฏฐิ เป็นอโมหะ ถึงความเป็นมูล เป็นกุศลมูล. บทว่า อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแล ก็เป็นอารมณ์ของกรรมบถ เหล่านั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าวิรัติจากวัตถุอันจะพึงก้าวล่วงอารมณ์แห่ง กรรมบถเหล่านั้น. เหมือนอย่างว่า อริยมรรคมีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อม ละกิเลสได้ ฉันใด กรรมบถเหล่านั้น มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ พึงทราบว่า ละการทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นได้ ฉันนั้น. บทว่า เวทนาโต ความว่า เวทนาทั้งปวง เป็นสุขเวทนา หรือมัชฌัตตเวทนา. ชื่อว่า เวทนาถึงกุศลย่อมไม่มี. บทว่า มูลโต ความว่า เจตนา ๗ ตามลำดับ มีมูล ๓ คือ อโลภะอโทสะและอโมหะ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็น ญาณสัมปยุต. มีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็นญาณวิปปยุต. อนภิชฌา มีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็นญาณสัมปยุต. มีมูล ๑ ด้วยจิตเป็น ญาณวิปปยุต. ส่วนอโลภะไม่เป็นมูลแก่ตนเอง. แม้ในอัพพยาบาท ก็นัยนี้ แล. สัมมาทิฏฐิ มีมูล ๒ คือ อโลภะ และอโทสะ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ