เล่มที่ 26

ส่วนที่ 163

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 163 อ้างอิง: Book 26, Section 163 ประเภท: section


เนื้อหา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และ ไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่ง วิญญาณ เมื่อไม่มีอารัมมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงไม่มี เมื่อ วิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป จึงไม่มี เมื่อความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปไม่มี ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสต่อไปจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. พึงทราบวินิจฉัยใน เจตนาสูตรที่ ๘ ต่อไป. ข้อว่า ยญฺจ ภิกฺขเว เจเตติ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ สิ่งใด" อธิบายว่า ย่อมจงใจ คือยังความจงใจใดให้เป็นไป. ข้อว่า ยญฺจ ปกปฺเปติ "ย่อมดำริสิ่งใด อธิบายว่า ย่อมดำริ คือยังความดำริใดให้เป็น ไป. ข้อว่า " ยญฺจ อนุเสติ ย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด" อธิบายว่า ย่อมครุ่นคิด คือยังความครุ่นคิดใดให้เป็นไป. ก็ในข้อความนี้ ความจงใจอันเป็นกุศล และอกุศล ที่เป็นไปในภูมิ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาว่า ย่อม จงใจ ความดำริด้วยตัณหาและทิฏฐิในจิตอันเกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ ดวง ทรงถือเอาว่า ย่อมดำริ. ความครุ่นคิด ทรงถือเอาด้วยที่สุดแห่งเจตนา ๑๒ ที่เกิดพร้อมกัน และด้วยที่สุดแห่งอุปนิสัยว่า ย่อมครุ่นคิด. ข้อว่า " อารมฺมณเมตํ โหติ สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัย" ได้แก่ ธรรมชาติ มีเจตนาเป็นต้นนี้ เป็นปัจจัย. และปัจจัยทรงประสงค์เอาว่า อารมณ์ใน ที่นี้. ข้อว่า " วิญฺาณสฺส €ิติยา เพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ" คือ เพื่อความตั้งอยู่แห่งกรรมวิญญาณ. ข้อว่า " อารมฺมเณ สติ เมื่อมี อารัมมณปัจจัย ได้แก่ เมื่อปัจจัยนั้นมีอยู่. บทว่า ปติฏฺ€า วิญฺาณสฺส โหติ ความว่า ย่อมเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกรรมวิญญาณนั้น. บทว่า ตสฺมึ ปติฏฺ€ิเต วิญฺาเณ ได้แก่ เมื่อกัมมวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว. บทว่า " วิรุฬฺเห เจริญขึ้นแล้ว" ได้แก่ เมื่อเกิดมูลเหตุแห่งการบังเกิด เพราะ สามารถให้กรรมทรุดโทรมไปแล้วชักปฏิสนธิมา. บทว่า " ปุนพฺภวา- ภินิพฺพตฺติ " แปลว่า ความบังเกิด กล่าวคือภพใหม่. ขณะที่ความ จงใจอันเป็นไปในภูมิ ๓ ไม่เป็นไป พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสด้วยคำนี้ ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่จงใจ" ขณะที่ความดำริเรื่องตัณหา และทิฏฐิไม่เป็นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยคำว่า " โน จ ภิกฺขเว เจเตติ ก็ภิกษุไม่ดำริ," ด้วยบทว่า โน จ ปกปฺเปติ ท่านกล่าวถึงขณะ แห่งความดำริด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิไม่เป็นไป. กิริยาที่เป็นกามาพจร คือความครุ่นคิด ในวิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทรงถือเอาด้วยคำว่า " อนุเสติ ย่อมครุ่นคิด." ในคำว่า " อนุเสติ " นี้ ทรงถือเอาผู้ที่ยัง ละความครุ่นคิดไม่ได้. ข้อว่า " อารมฺมณเมตํ โหติ อารัมมณปัจจัยนั้น ย่อมมี" หมายความว่าเมื่อความครุ่นคิดมีอยู่ ความครุ่นคิดนั้นจึงเป็น ปัจจัย (แห่งกัมมวิญญาณ) โดยแท้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งกัมมวิญญาณ เป็นสิ่งที่ใครห้ามไม่ได้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ