เล่มที่ 26
ส่วนที่ 108
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 108 อ้างอิง: Book 26, Section 108 ประเภท: section
เนื้อหา
จริงอยู่ อาศัยพระนิพพานนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. เพราะ ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า อาสวักขัย. แต่ในที่นี้ ท่าน ประสงค์แต่มรรคและผล. บทว่า โน อปสฺสโต ความว่า ผู้ใดไม่รู้ ไม่เห็น เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของผู้นั้น. ด้วยบทนั้น ก็เป็นอันพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงคัดค้านพวกเจ้าลัทธิ ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ด้วยสังสาร- วัฏเป็นต้น ของผู้แม้ไม่รู้ไม่เห็น ตรัสทางที่เป็นอุบายด้วยสองบทต้น ตรัส คัดค้านทางที่มิใช่อุบายด้วยบทนี้. บัดนี้ มีพระประสงค์จะทรงแสดงข้อที่ภิกษุรู้อยู่ อาสวะสิ้นไป จึง ทรงเริ่มถามว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ รู้อะไรเล่า. ในคำนั้น ความรู้มีมากอย่าง. จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เป็นผู้รู้ อย่างธรรมดา รู้จักทำร่มได้. บางรูปรู้จักทำจีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. เมื่อภิกษุนั้น ตั้งอยู่ในหัวข้อวัตรปฏิบัติ ทำแต่การงานเช่นนี้ ความรู้นั้น ก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของสวรรค์และมรรคผล. แต่ว่าผู้ใดบวช ในพระศาสนาแล้ว รู้แต่ทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น. อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ซึ่งรู้อยู่. เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุรู้และเห็นสิ่งใด อาสวะ ทั้งหลายสิ้นไปได้ พระองค์เมื่อทรงแสดงสิ่งนั้น จึงตรัสว่า อิติ รูปํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต ความว่า ผู้เห็นความ เกิดและความสิ้นไปแห่งปัญจขันธ์อย่างนี้. บทว่า อาสวานํ ขโย โหติ ความว่า พระอรหัตที่ได้ชื่อว่า อาสวักขัย ก็มี เพราะเกิดในที่สุดแห่ง ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจบเทศนาด้วย ยอดคือพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงปฏิปทาส่วนเบื้องต้น ที่พระขีณาสพพึงบรรลุ จึงตรัสว่า ยมฺปิ ตํ ภิกฺขเว เป็นต้น. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ขยสฺมึ ขเย าณํ ความว่า เมื่อพระอรหัตผล กล่าวคือ อาสวักขัย อันท่านได้เเล้วมีอยู่ ปฏิเวธญาณก็มี. ด้วยว่า ปฏิเวธญาณนั้น ท่านเรียกว่า ขเย าณํ รู้ในความสิ้นไป เพราะเมื่อ ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ กล่าวคืออรหัตผลเกิดขึ้นก่อน ปฏิเวธญาณเกิด ภายหลัง. บทว่า สอุปนิสํ แปลว่า มีเหตุมีปัจจัย. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่วิมุตติที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล. จริงอยู่ วิมุตตินั้นย่อมเป็นปัจจัย โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งพระอรหัตนั้น แม้ในปัจจัยอย่างอื่นจากนี้ ก็ พึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัยที่กำลังได้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า วิราโค ได้แก่มรรค. จริงอยู่ มรรคนั้นเกิดขึ้น ทำให้กิเลสคลาย ไป สิ้นไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วิราคะ. บทว่า นิพฺพิทา ได้แก่ นิพพิทาญาณ. ทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังด้วยนิพพิทาญาณนั้น. คำว่า วิปัสสนามีกำลัง เป็นชื่อของญาณ ๔ คือภยตูปัฏฐานญาณอาทีนวานุ- ปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ สังขารุเปขาญาณ. บทว่า ยถาภูต- าณทสฺสนํ แปลว่า ความเห็น กล่าวคือความรู้ตามสภาวะที่เป็นจริง. ทรงแสดงวิปัสสนาอย่างอ่อน ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะนั้น จริงอยู่ วิปัสสนา อย่างอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง. คำว่า วิปัสสนาอย่างอ่อน เป็นชื่อของญาณ ๔ คือ สังขารปริเฉทญาณ กังขาวิตรณญาณ สัมมสน- ญาณ มัคคามัคคญาณ. บทว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท. จริงอยู่ สมาธินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาอย่างอ่อน. บทว่า สุขํ ได้ แก่สุขเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ. จริงอยู่ สุขนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ สมาธิที่มีฌานเป็นบาท. บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่การระงับความกระวน กระวาย. จริงอยู่ ปัสสัทธินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่สุข ซึ่งเป็นเบื้องต้น แห่งอัปปนาสมาธิ บทว่า ปีติ ได้แก่ปีติที่มีกำลัง. จริงอยู่ ปีตินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่การระงับความกระวนกระวาย. บทว่า ปาโมชฺชํ ได้แก่ ปีติที่มีกำลังอ่อน. จริงอยู่ ปีติที่มีกำลังอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลัง. บทว่า สทฺธา ได้แก่ความเชื่อที่เกิดในภพต่อ ๆ ไป. จริงอยู่ ความ เชื่อที่เกิดในภพต่อ ๆ ไปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลังอ่อน. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ทุกข์ในวัฏฏะ. จริงอยู่ ทุกข์ในวัฏฏะนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ ศรัทธาในภพต่อ ๆ ไป. บทว่า ชาติ ได้แก่ความเกิดแห่งขันธ์ที่มีอาการ ต่าง ๆ กัน. จริงอยู่ ชาตินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ทุกข์ในวัฏฏะ. บทว่า ภโว ได้แก่กามภพ. แม้บทที่เหลือ ก็พึงทราบโดยอุบายอย่างนี้. บทว่า ถุลฺลผุสิตเก แปลว่า มีเมล็ดใหญ่. ในบทว่า ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา นี้ มีวินิจฉัย ดังนี้. ประเทศแห่งภูเขาที่ถูกน้ำ อันได้ชื่อว่า กัง เซาะ แตกออกเพราะน้ำ ชื่อว่า กันทระ ที่เรียกกันว่า นิตัมพะ ก็มี นิกุญชะ ก็มี. ภูมิประเทศ ที่แตกระแหง เมื่อฝนไม่ตกถึงกึ่งเดือน ชื่อว่า ปทระ เหมืองเล็กที่ชักไปยังกุสุพภะ ชื่อว่า สาขา.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ