เล่มที่ 25
ส่วนที่ 407
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 407 อ้างอิง: Book 25, Section 407 ประเภท: section
เนื้อหา
ท้าวสักกะและท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวคำสุภาษิต สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็โดยสมสัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ในมราพักกลางวัน. ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้ว ได้ประทับยืนพิงบานพระทวารอยู่องค์ละบาน. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสพระคาถานี้ ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล่วกล้า ทรงชนะ สงครามแล้ว ทรงปลงภาระลงแล้ว ไม่ ทรงมีหนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เที่ยวไปในโลกเถิด อนึ่ง จิตของพระองค์ หลุดพ้นดีแล้ว เหมือนพระจันทร์ในราตรี วันเพ็ญ ฉะนั้น. ท้าวสหัมบดีพรหมตรัสค้านว่า ดูก่อนจอมเทพ พระองค์ไม่ ควรกราบทูลพระตถาคตอย่างนี้เลย แต่ควรจะกราบทูลพระตถาคตอย่างนี้แลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ทรงชนะ สงครามแล้ว ทรงเป็นผู้นำพวก ไม่ทรง มีหนี้สิน ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เที่ยวไปในโลก ขอเชิยพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรม จักมีผู้รู้ทั่วถึงพระธรรมเป็น แน่. พึงทราบวินิจฉัยในวันทนสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :- บทว่า อุฏฺาหิ แปลว่า จงลุกขึ้น คือจงเพียรพยายาม. บทว่า วิชิตสงฺคาม ความว่า ท้าวสักกะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชำนะกิเลสมีราคะเป็นต้น และไพร่พลของมารประมาณ ๑๒ โยชน์. บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ มีภาระคือขันธ์ กิเลส อภิสังขาร อัน ปลงลงแล้ว. บทว่า ปณฺณรสาย รตฺตึ คือกลางคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ