เล่มที่ 25
ส่วนที่ 179
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 179 อ้างอิง: Book 25, Section 179 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้คลุมตลอด ศีรษะประกอบความเพียรคืนยังรุ่ง เราจักถวายทักษิโณทกแล้วถวายข้าวปายาส ที่เหลือจากการบูชาไฟนี้แก่ท่านผู้นี้ ดังนี้ มีความสำคัญว่าท่านเป็นพราหมณ์ จึงเข้าไปหา. บทว่า มุณฺโฑ อยํ ภวํ มุณฺฑโก อยํ ภวํ ความว่า พอ พระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระองค์มีผมสั้น จึงกล่าวว่า ผู้นี้เป็นสมณะโล้น. เมื่อตรวจดูตระหนักยิ่งกว่านั้น ก็มิได้เห็นแม้ปลายผมพอ จะไหวได้ จึงกล่าวติว่า สมณะโล้น. บทว่า ตโตว ได้แก่ จากประเทศที่ คนยืนเห็นนั้นแหละ. บทว่า มุณฺฑาปิ หิ ความว่า ด้วยเหตุบางอย่าง พราหมณ์มีศีรษะโล้นก็มี. บทว่า มา ชาตึ ปุจฺฉ ความว่า ถ้าท่านหวังว่าทานมีผลมาก ก็ อย่าถามถึงชาติเลย. เพราะชาติไม่ใช่เหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคล บทว่า จรณญฺจ ปุจฺฉ ความว่า อีกอย่างหนึ่ง จงถามถึงความประพฤติ คือประเภทแห่งคุณมีศีลเป็นต้น. เพราะข้อนั้นเป็นเหตุแห่งความเป็นพระทักขิ- ไณยบุคคล. บัดนี้ เมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้งแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัส ว่า กฏฺา หเว ชายติ ชาตเวโท เป็นต้น. ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ในที่นี้ไฟย่อมเกิดจากไม้ และไฟที่เกิดจากไม้มีศาลาเป็นต้นนั้น มิได้ทำหน้าที่ ของไฟ ไฟที่เกิดจากไม้มีรางน้ำดื่มเป็นต้น มิได้ทำหน้าที่ของไฟ แต่ไฟซึ่งเกิด แต่ที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ย่อมทำหน้าที่ของไฟแท้ด้วยคุณสมบัติมีเปลวของตนเป็น ต้น. ด้วยประการฉะนี้ ผู้ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นต้น ย่อมเป็นทักขิไณย- บุคคล ผู้ที่เกิดในตระกูลจัณฑาลเป็นต้น เป็นทักขิไณยบุคคลไม่ได้. อีกอย่าง หนึ่ง ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็ตาม ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงก็ตามเป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้น แล้ว มีความเพียร กำจัดโทษด้วยหิริ เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ย่อมเป็นผู้มีชาติ คือ เป็นทักขิไณยบุคคลสูงสุด ด้วยคุณสมบัติซึ่งมีความเพียรและหิริเป็นประธานนี้ ด้วยว่าเขาย่อมทรงไว้ซึ่งคุณทั้งหลายด้วยความเพียร ย่อมหักห้ามโทษทั้ง ด้วยหิริ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุนิ ในที่นี้ ได้แก่ผู้ประกอบด้วยโมนธรรม (ความเป็นผู้นิ่ง). บทว่า ธิติมา ได้แก่มีความเพียร. บทว่า อาชานีโย ได้แก่รู้ถึงเหตุ. บทว่า หิรินิเสโธ ได้แก่ห้ามจากความชั่วด้วยหิริ. บทว่า สจฺเจน ทนฺโต ได้แก่ฝึกตนด้วยปรมัตถสัจจะ บทว่า ทมสา อุเปโต ได้ แก่เข้าถึงด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า เวทนฺตคู ความว่า ถึงที่สุดแห่งเวท คือมรรค ๔ หรือถึงที่สุดแห่งกิเลสด้วยเวทคือมรรค ๔ บทว่า วุสิตพฺรหฺม- จริโย ได้แก่อยู่จบมรรคพรหมจรรย์. บทว่า ยญฺญูปนีโต ได้แก่น้อมนำยัญ หรือจัดแจงยัญ. บทว่า ตมุปวฺหเยถ ความว่า ผู้ที่จัดแจงยัญนั้น ชื่อว่า บูชาพราหมณ์นั้น คือพราหมณ์โดยปรมัตถ์. ก็คำว่า ข้าเรียกคือเรียกพระ- อินทร์ เรียกพระโสมะ เรียกพระวรุณ เรียกพระอีสานะ เป็นคำเรียกร้องที่ ไร้ประโยชน์. บทว่า กาเลน ความว่า พราหมณ์เมื่อแสดงการบูชา พึงบูชา พราหมณ์นั้นภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ด้วยคำว่า ถึงเวลาแล้วเจ้าข้า ภัตตาหาร สำเร็จแล้ว. บทว่า โส ชุหติ ทกฺขิเณยฺเย ความว่า ผู้ใดนิมนต์พระขีณาสพ มา ถวายทักขิณาคือปัจจัยสี่ในพระขีณาสพนั้น ผู้นั้นชื่อว่าบูชาพระทักขิไณย- บุคคลในกาลด้วยประการฉะนี้ มิใช่ใส่เข้าในไฟซึ่งไม่มีจิตใจ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ