เล่มที่ 22

ส่วนที่ 90

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 90 อ้างอิง: Book 22, Section 90 ประเภท: section


เนื้อหา

ก็ในเรื่องติณวัตถารกะนั้น ภิกษุผู้อยู่ในหัตถบาสมีประมาณเท่าไร ไม่ทำความเห็นแย้งออกไปอย่างนี้ว่า กรรมนั้นไม่ชอบใจข้าพเจ้าแล้ว ไม่รื้อฟื้น ว่า กรรมทำไม่ดี กรรมต้องทำใหม่ เป็นผู้กลับอาบัติทั้งปวง แม้ของ ภิกษุทั้งปวง ยกเว้นอาบัติมีโทษหยาบ และอาบัติที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ ย่อม ออกไป. อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ ด้วยประการอย่างนี้. กิจจา ธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเดียว คือ สัมมุขาวินัย เท่านั้น. อธิกรณ์ ๔ นี้ ย่อมระงับด้วยสมถะ ๗ อย่างนี้ ตามควร. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า พึงให้ สัมมุขาวินัย ฯลฯ ติณวัตถารกะ เพื่อสงบ เพื่อระงับอธิกรณ์ทั้งหลายที่เกิด ขึ้นแล้วเกิดขึ้นเล่า ดังนี้. นัยแห่งการวินิจฉัยในเรื่องอธิกรณสมถะนี้ เพียง เท่านี้. ส่วนความพิสดารมาใน สมถขันธกะ นั้นแล. แม้การวินิจฉัยอธิกรณ์ นั้น ก็ได้กล่าวไว้แล้วใน สมันตปาสาทิกา . ก็ในพระสูตรนี้ ความพิสดารมีเป็นต้น ว่า อิธานนฺท ภิกขู วิวทนฺติ ดังนี้ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วนั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้โดยนัยนั้น โดยสังเขปแท้. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ธรรม เป็นต้น ในพระบาลีนั้นโดยปริยายแห่ง พระสูตรก่อน. กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า ธรรม อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า อธรรม . โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งมาในหนหลังว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น ก็ชื่อว่า ธรรม เหมือนกัน. สภาวธรรมนี้คือ สติปัฏฐาน ๓ สัม- มัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ ๖ โพชฌงค์ ๘ และ มรรคมีองค์ ๙ และสังกิลิฏฐธรรม มีอาทิว่า อุปาทาน ๔ นิวรณ์ ๕ ดังนี้ ชื่อว่า อธรรม ในบรรดาธรรมและอธรรมนั้น ภิกษุถือเอาส่วนแห่งอธรรมส่วนหนึ่งอย่างใด อย่างหนึ่งแล้วปรึกษากันว่า พวกเราจักกระทำอธรรมนี้ว่า ธรรม เมื่อเป็น อย่างนี้ ตระกูลอาจารย์ของพวกเราจักเป็นตระกูลนำออก (จากทุกข์) และพวก เราจักเป็นผู้ปรากฏในโลก ดังนี้ แล้วกล่าวอธรรมนั้นว่า นี้เป็นธรรม ดังนี้ ย่อมโต้แย้งกันว่า ธรรม . ถือเอาส่วนแห่งธรรมส่วนหนึ่งในบรรดาส่วนแห่ง ธรรมทั้งหลาย เหมือนอย่างนั้นแหละ แล้วกล่าวว่า นี้เป็นอธรรม โต้แย้ง กันว่า อธรรม . แต่เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย กรรมที่ทักท้วงให้ระลึกด้วย เรื่องที่เป็นจริง แล้วกระทำตามปฏิญญา ชื่อว่า ธรรม . ส่วนกรรมที่ทักท้วง ให้ระลึกด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริงแล้วทำตามปฏิญญา ชื่อว่า อธรรม . แม้ในธรรม และอธรรมนั้น กล่าวอธรรมว่า นี้ธรรม ชื่อว่า วิวาทกันเรื่องธรรม . กล่าว ธรรม ว่า นี้อธรรม ชื่อว่า วิวาทกันเรื่องอธรรม . แต่เมื่อว่าโดยปริยาย พระสูตร สภาวะนี้ คือการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะให้พินาศ การสำรวม การละ การพิจารณา ชื่อว่า วินัย . สภาวะอันนี้ คือ การไม่กำจัดราคะ เป็นต้นให้พินาศ การไม่สำรวม การไม่ละ การไม่พิจารณา ชื่อว่า อวินัย . ว่าโดยปริยายพระวินัย สภาวะนี้ คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวน- สมบัติ สีมาสมบัติ ปริสสมบัติ ชื่อว่า วินัย . สภาวะนี้คือ วัตถุวิบัติ ฯลฯ ปริสวิบัติ ชื่อว่า อวินัย . แม้ในวินัยและอวินัยเหล่านั้น กล่าวอวินัย อย่างใดอย่างหนึ่งว่า นี้วินัย ชื่อว่า วิวาทกันเรื่องวินัย . กล่าววินัยว่า อวินัย ชื่อว่า วิวาทกันเรื่องอวินัย . บทว่า ธมฺมเนตฺติ สมนุมชฺชิตพฺพา ความว่า สายเชือกคือธรรม พึงพิจารณา คือ พึงขัดสีสอบสวนด้วยญาณ ก็แบบธรรมนี้นั้น ท่านกล่าวว่า มาแล้วในมหาวัจฉโคตตสูตรอย่างนี้ว่า วัจฉะ ดังนั้นแล ธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นอกุศลธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นกุศล ดังนี้. แบบธรรมนั้น จะเป็นอย่าง (ที่ตรัสไว้ในพระสูตร) นี้ หรือเป็นธรรมและวินัย ที่ตรัสไว้ในที่นี้ก็ได้. บทว่า ยถา ตตฺถ สเมติ ความว่า ย่อมลงกันในแบบ แห่งธรรมนั้น ด้วยประการใด คือธรรมย่อมเป็นธรรม อธรรมย่อมเป็นอธรรม วินัยย่อมเป็นวินัย และอวินัยย่อมเป็นอวินัย. ในบทว่า ตถา ตํ นี้ ความว่า อธิกรณ์นั้น พึงระงับโดยประการนั้น. ในบทว่า เอกจฺจานํ อธิกรณานํ ดังนี้ ในที่นี้ทรงแสดงเฉพาะวิวาทาธิกรณ์ไว้อย่างเดียว ส่วนสัมมุขาวินัยย่อมไม่ได้ ในอธิกรณ์ไร ๆ หามิได้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ