เล่มที่ 21
ส่วนที่ 364
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 364 อ้างอิง: Book 21, Section 364 ประเภท: section
เนื้อหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข่มวาทะของ ภารทวาชมาณพ ด้วยพระ- ดำรัสมีประมาณเท่านี้ บัดนี้ ถ้าหากว่าคนจะเป็นพราหมณ์ได้เพราะชาติไซร้ แม้คนที่มีอาชีพ ศีล และความประพฤติเสียหาย ก็จะเป็นพราหมณ์ได้ แต่ เพราะเหตุที่พราหมณ์แต่เก่าก่อน ไม่ปรารถนาความที่คนเสียหายนั้นมาเป็น พราหมณ์ และคนที่เป็นบัณฑิตแม้อื่น ๆ ย่อมมีอยู่ในโลก เพราะฉะนั้น เมื่อ จะทรงยกย่องวาทะของว่าเสฏฐมาณพ จึงตรัสคาถา ๘ คาถาว่า ก็บุคคลใดคน หนึ่งในหมู่มนุษย์ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า การรักษาโค คือ การรักษานา. อธิบายว่า กสิกรรม. ก็คำว่าโคเป็นชื่อของแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า ด้วยศิลปะมากมาย ได้แก่ ศิลปะต่าง ๆ มีการงาน ของช่างทอหูกเป็นต้น . บทว่า ค้าขาย ได้แก่ การค้าขาย. บทว่า ด้วยการ รับใช้ผู้อื่น คือด้วยกรรม คือการขวนขวายช่วยเหลือคนอื่น. บทว่า อาศัย ศัสตราเลี้ยงชีวิต คือการเป็นอยู่ด้วยอาวุธ อธิบายว่า (อาศัย) ลูกศรและ ศัสตรา. บทว่า ด้วยความเป็นปุโรหิต คือด้วยการงานของปุโรหิต. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศ ความที่คนเสียหายด้าน อาชีพ ศีล และความประพฤติ ว่าไม่เป็นพราหมณ์ โดยลัทธิของพราหมณ์ และโดยโวหารของชาวโลกอย่างนี้แล้ว ทรงให้ยอมรับความถูกต้องนี้ โดย ใจความอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คนย่อมไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่ เป็นพราหมณ์เพราะพวกคนวัยรุ่น เพราะฉะนั้น คนใดเกิดในตระกูลใด ตระกูลหนึ่ง เป็นคนมีคุณความดี คนนั้นเป็นพราหมณ์ นี้เป็นความถูกต้องใน อธิการที่ว่าด้วยเรื่องพราหมณ์นี้ ดังนี้ บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความถูกต้อง นั้น ด้วยการเปล่งคำพูดออกมา จึงตรัสว่า และเราก็ไม่เรียกว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น. ใจความของพระดำรัสนั้นมีว่า เพราะเราไม่เรียกคนผู้เกิดใน กำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง บรรดากำเนิด ๔ หรือผู้ที่เกิดในมารดาที่พราหมณ์ยกย่อง สรรเสริญโดยพิเศษในกำเนิด ๔ แม้นั้น ผู้เกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็นแดน เกิดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ คือ เราไม่เรียกคนผู้ที่เขากล่าวว่าเกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็นแดนเกิด เพราะเป็นผู้เกิดแต่กำเนิด โดยมารดาสมบัติก็ตาม โดยชาติสมบัติก็ตาม ด้วยคำที่มานี้ว่า กำเนิดกล่าวคือ เพียงแต่ความบังเกิดขึ้น อันบริสุทธิ์ของพราหมณ์ ที่พวกพราหมณ์กล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า ผู้เกิดดีแล้ว แต่ข้างทั้งสองฝ่าย มีครรภ์ที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์นั้น ผู้เกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็น แดนเกิดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุสักว่าเกิดแต่กำเนิด มีมารดาเป็นแดน เกิดนี้. เพราะเหตุไร. เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที มีวาทะว่าผู้เจริญ เพราะเป็นผู้วิเศษกว่าคนเหล่าอื่น ผู้มีความกังวล ด้วยสักแต่กล่าวว่าผู้เจริญ ผู้เจริญ บุคคลนั้นแลเป็นผู้มีความกังวล มีความห่วงใย. ส่วนบุคคลใดแม้จะ เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ชื่อว่า ผู้ไม่มีความกังวล เพราะไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล มีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ผู้ไม่ถือมั่น เพราะสละความยึดถือทั้งปวง เรา เรียกบุคคลผู้ไม่มีความกังวล ผู้ไม่ยึดถือนั้น ว่าเป็นพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้ลอยบาปแล้ว. สูงขึ้นไปหน่อย คาถา ๒๗ เป็นต้น ว่า ตัดสังโยชน์ ทั้งปวง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สังโยชน์ทั้งปวง ได้แก่ สังโยชน์ ทั้งหมด คือแม้ทั้ง ๑๐. บทว่า ย่อมไม่สะดุ้ง คือ ย่อมไม่สะดุ้งด้วยความสะดุ้ง คือตัณหา. บทว่า ล่วงกิเลสเครื่องข้อง คือ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องมีราคะ เป็นต้น. บทว่า ผู้ไม่ประกอบ คือ ผู้ไม่ประกอบด้วยกำเนิด ๔ หรือด้วย กิเลสทั้งปวง. บทว่า สายเชือกหนัง ได้แก่ อุปนาหะ ความผูกโกรธ. บทว่า สายหนัง ได้แก่ ตัณหา. บทว่า.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ