เล่มที่ 20

ส่วนที่ 411

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 411 อ้างอิง: Book 20, Section 411 ประเภท: section


เนื้อหา

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงรูปกรรมฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อ ทรงแสดงอรูปกรรมฐานจึงตรัสว่า ติสฺโส โข เวทนา ๓ เป็นอาทิ. เมื่อจะ ทรงแสดงความที่เวทนา ๓ เหล่านั้นไม่ปนกัน จึงตรัสว่า ยสฺมึ อคฺคิเวสฺสน สมเย ดูก่อนอัคคิเวสสนะในสมัยใดเป็นอาทิ ความย่อในบทนั้นมีดังนี้ สมัยใด เสวยเวทนาอย่างเดียวในบรรดาสุขเวทนาเป็นต้น สมัยนั้นเวทนาอื่นชื่อว่านั่ง คอยดูวาระหรือโอกาสของตนย่อมไม่มี. โดยที่แท้เวทนายังไม่เกิดหรือหายไปดุจ ฟองน้ำแตก. บทมีอาทิว่า สุขาปิ โข ท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่เวทนา ๓ เหล่านั้นเป็นจุณวิจุณไป. บทว่า น เกนจิ วิวทติ ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับ ใคร ๆ คือ ย่อมไม่กล่าวร่วมกันกับแม้พวกมีวาทะว่าขาดสูญว่า เราเป็นผู้มี วาทะว่าเที่ยงเพราะมีทิฏฐิว่าเที่ยง. ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับผู้มีวาทะว่าเที่ยง บางพวกว่า เราเป็นผู้มีวาทะว่าเที่ยง เพราะถือเอาทิฏฐิว่าเที่ยงนั้นนั่นแหละ พึงประกอบเปลี่ยนแปลงวาทะแม้ ๓ อย่างด้วยประการฉะนี้. บทว่า ยญฺจ โลเก วุตฺตํ โวหารใดที่ชาวโลกพูดกัน คือพูดไปตามโวหารที่ชาวโลกพูดกัน. บทว่า อปรามสํ ไม่ยึดถือ คือไม่ยึดถือธรรมไร ๆ ด้วยการถือมั่น. สมดัง ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุใด เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเพราะ บรรลุพระอรหัต เป็นผู้ทรงร่างกายไว้เป็น ครั้งสุดท้าย ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราย่อม กล่าวดังนี้บ้าง พึงกล่าวว่า พวกเขาย่อมกล่าว กะเราดังนี้บ้าง เป็นผู้ฉลาด รู้สิ่งกำหนดรู้กัน ในโลก พึงพูดไปตามโวหารนั้น.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ