เล่มที่ 20
ส่วนที่ 321
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 321 อ้างอิง: Book 20, Section 321 ประเภท: section
เนื้อหา
ภิกษุทั้งหมดรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า แล้วก็พากันออกไป. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นได้มีความหวัง ว่า เราจักเฝ้าพระศาสดา จักฟังพระธรรมกถา จักอยู่ในสำนักของพระศาสดา ดังนี้ จึงได้มา. แต่ครั้นมาเฝ้าพระศาสดาผู้เป็นพระบรมครูเห็นปานนี้แล้ว ยัง ทำเสียงดัง เป็นความผิดของพวกเรา จึงถูกประณาม. เราไม่ได้เพื่อจะอยู่ใน สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ไม่ได้เพื่อจะเห็นพระสรีระสีดังทอง. ไม่ได้เพื่อ จะฟังธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นมีความโทมนัสอย่าง แรง จึงพากันหลีกไป. บทว่า เตนูปปสงฺกมึสุ เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น คือ นัยว่า เจ้าศากยะเหล่านั้น แม้ในเวลาที่ภิกษุมาก็ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ทรงเห็นภิกษุ ทั้งหลาย. เจ้าศากยะทั้งหลายได้มีพระวิตก จึงทรงดำริว่า เพราะอะไรหนอ ภิกษุ เหล่านี้เข้าไปแล้วจึงพากันกลับ เราจักรู้เหตุนั้น จึงเสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่า นั้น. บทว่า หนฺท เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งคำพูด. บทว่า กหํ ปน ตุมฺเห พระคุณเจ้าทั้งหลายจะไปไหนกัน คือ พระคุณเจ้าทั้งหลายมาประเดี๋ยวเดียวจะ พากันไปไหนอีก อันตรายไรๆ เกิดแก่พระคุณเจ้าหรือ หรือว่าเกิดแก่พระทศพล ก็ภิกษุเหล่านั้นแม้จะไม่ปกปิดด้วยคำอย่างนี้ว่า ถวายพระพร อาตมาทั้งหลาย มาเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้พวกอาตมาได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะกลับไปที่อยู่ของตนๆ ก็จริง แต่ไม่ได้ทำเลศนัยเห็นปานนี้ได้ ทูลตามความ เป็นจริงแล้วกล่าวว่า ถวายพระพร ภิกษุสงฆ์ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประณาม ดังนี้. อนึ่ง พระราชาเหล่านั้นทรงขวนขวายในพระศาสนา. เพราะฉะนั้นจึงทรง ดำริว่า เมื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป กับพระอัครสาวกทั้งสองไปกันหมด บาทมูลของ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทำลาย. เราจักทำให้ภิกษุเหล่านี้กลับให้จงได้ ครั้นทรง ดำริอย่างนี้แล้วจึงตรัสคำมีอาทิว่า เตนหายสฺมนฺโต ถ้าเช่นนั้นขอพระคุณเจ้า ทั้งหลายอยู่ครู่หนึ่ง. บรรดาภิกษุแม้เหล่านั้นไม่มีภิกษุแม้แต่รูปเดียวที่จะเดือด ร้อนใจว่าเราถูกประณามด้วยเหตุเพียงทำเสียงดัง. เราบวชแล้วไม่สามารถจะดำ- รงชีวิตอยู่ได้. แต่ภิกษุทั้งหมดรับพระดำรัสพร้อมกัน. บทว่า อภินนฺทตุ คือ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาการมาของภิกษุสงฆ์ ขอจงชื่นชมเถิด. บทว่า อภิวทตุ คือ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยพระกรุณารับสั่งว่า ขอภิกษุสงฆ์ จงมาเถิด. บทว่า อนุคฺคหิโต ขอทรงอนุเคราะห์ คือ ทรงอนุเคราะห์ด้วย อามิสและธรรม. บทว่า อญฺถตฺตํ คือ พึงถึงความน้อยใจว่าเราไม่ได้เห็น พระทศพล. บทว่า วิปริณาโม มีความแปรปรวน คือ เมื่อภิกษุสึกด้วยความ น้อยใจพึงถึงความแปรปรวน. บทว่า วีชานํ ตรุณานํ เหมือนพืชที่ยังอ่อน คือ ข้าวกล้าอ่อน. บทว่า สิยา อญฺถตฺตํ พึงเป็นอย่างอื่น คือ พืชที่ ยังอ่อนเมื่อไม่ได้น้ำในเวลาที่ถึงคราวให้น้ำ พึงถึงความเป็นอย่างอื่นเพราะความ เหี่ยว. พึงแปรปรวนเพราะถึงความแห้งเหี่ยว. ลูกวัวซูบผอมเพราะหิวนมชื่อว่า ถึงความเป็นอย่างอื่น. ลูกวัวซูบผอมตาย ชื่อว่า ความแปรปรวน. บทว่า ปสาทิโต ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมทรง ให้เลื่อมใสแล้ว . นัยว่าพระเถระนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้เห็นพรหมมาด้วยทิพยจักษุ ได้ยินเสียงทูลวิงวอนด้วยทิพโสต. ได้ทราบความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เลื่อมใสแล้วด้วยเจโตปริยญาณ. เพราะฉะนั้นการส่งภิกษุไร ๆ ไปจะไม่เป็นที่ สบายแก่ภิกษุผู้ถูกเรียกจึงตั้งใจว่า เราจักไปจนกว่าพระศาสดาจะไม่ทรงส่งไป จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อปฺโปสฺสุกฺโก เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย คือ เป็นผู้ไม่ขวนขวายในกิจอย่างอื่น. บทว่า ทิฏฺธมฺมสุขวิหารํ ธรรมเป็น เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะทรงขวนขวายธรรม เป็นเครื่องอยู่คือผลสมาบัติ มีพระประสงค์จะประทับอยู่. บัดนี้พระองค์จักประ ทับอยู่ตามชอบใจ พระมหาโมคคัคลานเถระจึงกล่าวว่า จิตของข้าพระองค์ได้ เป็นอย่างนี้. บทว่า มยมฺปิทานิ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราสั่งสอนผู้อื่น ไล่ออกจากวิหาร. ประโยชน์อะไรด้วยโอวาทของผู้อื่นแก่เรา. บัดนี้แม้เราก็จัก อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. พระเถระผิดในฐานะนี้มิได้รู้ว่า เป็นภาระของตน. เพราะภิกษุสงฆ์นี้เป็นภาระของพระมหาเถระแม้ทั้งสอง. ด้วย เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงห้ามพระสารีบุตรนั้น จึงตรัสบทมีอาทิว่า อาคเมหิ เธอจงรอก่อน. ส่วนพระมหาโมคคัลลานเถระได้ทราบว่าเป็นภาระ ของตน. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงประทานสาธุการแก่พระ- มหาโมคคัลลานเถระนั้น.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ