เล่มที่ 19
ส่วนที่ 348
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 348 อ้างอิง: Book 19, Section 348 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า " ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลัง " ได้แก่ ประกอบด้วย กำลัง. บทว่า " ทำให้มี " ความว่า ทำความเป็นผู้มีประโยชน์คือ เป็นผู้ มีประโยชน์. บทว่า " ทำให้มี " ความว่า ทำไว้ในใจ คือรวบรวมสิ่งทั้งหมดมาด้วย ใจ ชื่อว่า ไม่ทำความฟุ้งซ่านแม้เพียงเล็กน้อย รวบรวมมาด้วยจิตทั้งสิ้น. บทว่า " เงี่ยโสต " ความว่า มีโสตอันตั้งไว้แล้ว. ก็พระอริยสาวกทั้งหลาย เป็นผู้รักการฟังธรรม เมื่อจะไปฟัง ธรรม ก็ไม่นั่งหลับ สนทนากับใครๆ หรือมีจิตฟุ้งซ่าน. โดยที่เเท้ท่านเป็นผู้ ไม่อิ่มในการฟังธรรม เหมือนบริโภคน้ำอมฤต จนถึงอรุณขึ้นไปในการฟัง ธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้อย่างนี้. บทว่า " ธรรมดา เป็นอันตั้งไว้ดีแล้ว " ความว่า สภาวะเป็นอันท่าน แสวงหาไว้ดีแล้ว. คำว่า " เพราะกระทำให้แจ้งในโสดาปัตติผล " นี้เป็นคำกล่าวถึง เหตุ อธิบายว่า เพราะญาณที่ทำให้แจ้งแล้วด้วยโสดาปัตติผล. บทว่า " มาตามพร้อมแล้วด้วยองค์ ๗ อย่างนี้ " ความว่า ประกอบ ด้วยญาณเป็นเครื่องพิจารณาอย่างใหญ่เหล่านี้ อย่างนี้. อาจารย์ทั้งหลายมี ถ้อยคำที่เสมอกันนี้ก่อน. ส่วนโลกุตตรมรรคที่ชื่อว่า มีขณะจิตมาก ไม่มี. ส่วนอาจารย์ผู้ชอบกล่าวเคาะเล่น ย่อมกล่าวว่า มรรคที่ชื่อว่า มีขณะ จิตหนึ่งไม่มี การเจริญมรรคมีได้ตลอด ๗ ปี ส่วนกิเลสทั้งหลาย เมื่อจะขาด สูญโดยเร็ว ก็ย่อมขาดสูญด้วยญาณทั้ง ๗ เพราะคำว่า "พึงให้เจริญ ตลอด ๗ ปี." อาจารย์นั้นจะถูกเขากล่าวว่า จงนำพระสูตรมา. เมื่อไม่เห็น สูตรอื่นเขาก็จะนำพระสูตรนี้มาแสดงอย่างแน่นอนว่า "ญาณที่เราบรรลุนี้ เป็นที่หนึ่งแห่งพระสูตรนั้น ญาณที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นที่สองแห่งพระสูตร นั้น ฯลฯ ญาณที่เราบรรลุแล้วนี้เป็นที่เจ็ดแห่งพระสูตรนั้น." ลำดับนั้น อาจารย์นั้นก็จะถูกกล่าวว่า ก็พระสูตรนี้ มีเนื้อความที่พึงนำไป มีเนื้อความที่ นำไปแล้วหรือ. แต่นั้นก็จะกล่าวว่า มีเนื้อความที่นำไปแล้ว. พระสูตรฉัน ใด เนื้อความก็ฉันนั้น. อาจารย์นั้นก็จะพึงถูกกล่าวว่า ความเป็นธรรม ก็จะตั้งมั่นด้วย ดี ประโยชน์มีประมาณเท่านี้ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล. อาจารย์นั้น ย่อมกล่าวว่า "ประโยชน์แห่งการทำให้แจ้งโสดาปัตติผลมีแน่นอน. แต่นั้นก็ จะถูกถามว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคย่อมทำผลให้แจ้ง แล้วกลายเป็นผู้พรั่ง พร้อมด้วยผลหรือ. เมื่อรู้ก็ตอบว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค ย่อมทำให้แจ้ง ผล กลายเป็นพรั่งพร้อมด้วยผล. แต่นั้นถูกซักอีกว่า "เพราะท่านยัง ไม่อบรมมรรค" ในพระพุทธดำรัสนี้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ ประกอบด้วยองค์ ๗ อย่างนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล". จึงกระโดด ไปกล่าวสะเปะสะปะเหมือนกับว่า ผมยังไม่ได้พระสูตรว่า อริยสาวกจะยึด เอาผลให้ได้ ธรรมดาภิกษุผู้จะแก้ปัญหาควรอยู่ในสำนักอาจารย์ เรียน เอาพระพุทธพจน์ทราบอรรถรสแล้วกล่าวถ้อยคำ. ญาณ ๗ เหล่านี้ จัดเป็นญาณเครื่องพิจารณาของพระอริยสาวก ทีเดียว. โลกุตตรมรรค ที่ชื่อว่า มีขณะจิตมากย่อมไม่มี พึงให้ยอมรับว่า " มีขณะจิตเตียวเท่านั้น" ถ้าเขาจะรู้ก็จงรู้หาก ไม่รู้ ก็จงส่งไปว่า "ท่านจงไป เข้าวิหารแต่เช้าตรู่แล้วดื่มข้าวต้มเสีย." คำที่เหลือในบททั้งปวงตื้นนั่นเทียว แล.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ