เล่มที่ 19
ส่วนที่ 113
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 113 อ้างอิง: Book 19, Section 113 ประเภท: section
เนื้อหา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงย้อนถามนิครนถ์นั้น จึง ตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนาท่านฟังมาแล้วอย่างไร. นิครนถ์ นั้น เมื่อจะกล่าวกายภาวนานั้นให้พิสดาร จึงทูลคำเป็นต้นว่า คือท่านนันทะ ผู้วัจฉโคตร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺโท เป็นชื่อของเขา บทว่า วจฺโฉ เป็นโคตร. บทว่า กีโส เป็นชื่อ บทว่า สุกิจฺโจ เป็นโคตร. ท่านมักขลิโค สาลมาในหนหลังแล้วแล. บทว่า เอเต ได้แก่ ชน ๓ คนเหล่านั้น ได้ยิน ว่า ชนเหล่านั้นได้บรรลุที่สุดแห่งตบะอันเศร้าหมอง บทว่า อุฬารานิ คือ โภชนะอันประณีตๆ. บทว่า คาเหนฺติ นาม ชื่อว่า ย่อมให้ร่างกายได้กำ ลัง. บทว่า พฺรูเหนฺติ คือให้เจริญ. บทว่า เมเทนฺติ คือทำให้เกิดมันข้น. บท ว่า ปุริมํ ปหาย ได้แก่ เลิกการทำความลำบากอย่างก่อน. บทว่า ปุจฺฉา อุปจินนฺติ ความว่า ให้อิ่มหนำคือให้เจริญด้วยของควรเคี้ยวอันประณีตเป็น ต้น. บทว่า อาจยาปจโย โหติ คือ ความเจริญ และความเสื่อมย่อมปรากฏ เพียงแต่ความเจริญและความเสื่อม กายนี้ก็มีความเจริญตามกาล ความเสื่อม ตามกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า กายภาวนา ไม่ปรากฏ ตรัสถามจิตตภาวนา ตรัสถามว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ จิตตภาวนา ท่านฟังมา แล้วอย่างไร. บทว่า น สมฺปายาสิ ความว่า ไม่อาจทูลให้สมบูรณ์ได้ เหมือน พาลปุถุชน. บทว่า กุโต ปน ตฺวํ ความว่า ท่านผู้ใดไม่รู้ความเจริญของร่าง กาย ที่อ่อนกำลัง เป็นส่วนหยาบอย่างนี้ ท่านผู้นั้น จักรู้จิตตภาวนาอัน ละเอียดสุขุมได้แต่ที่ไหนเล่า. ส่วนในที่นี้ พระโจทนาลยเถระคิดว่า บทนั้น ชื่อพระพุทธพจน์ก็หามิได้ วางพัดวีชนีหลีกไป. ย่อมาพระมหาสิวเถระอ้าง พระพุทธพจน์นั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญบ้าง ความเสื่อม บ้าง ปฏิสนธิบ้าง จุติบ้าง ของกายอันเป็นมหาภูต ๔ นี้ จักปรากฏ พระเถระ ฟังคำนั้นแล้ว กำหนดว่า ควรกล่าวว่า เมื่อกำหนดกายเป็นส่วนหยาบ วิปัสสนาที่เกิดก็เป็นส่วนหยาบดังนี้. บทว่า สุขสาราคี คือ ผู้ประกอบด้วย ความยินดีด้วยความสุข บทว่า สุขาย เวทนาย นิโรธา อุปฺปชฺชติ ทุกฺขา เวทนา คือ ย่อมเกิดในลำดับ สำเร็จแล้วในคัมภีร์ปัฏฐาน เพราะทุกขเวทนา นั้น เป็นอนันตรปัจจัยแก่สุขและทุกข์ แต่เพราะเมื่อสุขเวทนายังไม่ดับ ทุกข เวทนาก็ไม่เกิด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในที่นี้. บทว่า ปริยาทาย ติฏฺติ ความว่า ให้เวทนาสิ้นไป ยึดถือไว้. บทว่า อุภโต ปกฺขํ ความว่า เป็น ๒ ฝ่ายอย่างนี้คือ สุขฝ่ายหนึ่ง ทุกข์ฝ่ายหนึ่ง. วินิจฉัยในบทนี้ว่า อุปฺปนฺนาปิ ฯเปฯ จิตฺตสฺส ดังต่อไปนี้ กายภาวนา เป็นวิปัสสนา จิตตภาวนาเป็นสมาธิ ส่วนวิปัสสนา เป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์ สมาธิเป็นข้าศึกต่อทุกข์ใกล้ต่อสุข. อย่าง ไร จริงอยู่ เมื่อพระโยคาวจรนั่งเริ่มวิปัสสนา เมื่อระยะกาลผ่านไปนาน จิตของท่านย่อมเดือดร้อน ดิ้นรน ย่อมปรากฏเหมือนไฟที่ลุกโพลงในที่ นั้น เหงื่อไหลออกจากรักแร้ เหมือนเกลียวความร้อนตั้งขึ้นแต่ศีรษะ ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ วิปัสสนาเป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์. ก็เมื่อทุกข์ทางกายหรือ ทางจิตเกิดแล้ว ทุกข์ในขณะสมาบัติของท่านผู้ข่มทุกข์นั้นเข้าสมาบัติ ย่อม ปราศจากทุกข์ หยั่งลงสู่สุขไม่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ สมาธิ จึงเป็นข้าศึกต่อทุกข์ ใกล้ต่อสุข. วิปัสสนา เป็นข้าศึกต่อสุข ใกล้ต่อทุกข์ ฉันใด สมาธิหาเป็นฉัน นั้นไม่. สมาธิเป็นข้าศึกต่อทุกข์ ใกล้ต่อสุขฉันใด ส่วนวิปัสสนาหาเป็นฉันนั้น ไม่. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า อุปฺปนฺนาปิ ฯเปฯ จิาตฺตสฺส . บทว่า อาสชฺช อุปนีย ได้แก่ เกี่ยวข้องและนำเข้าไปสู่คุณ. บทว่า ตํ วต เม ได้ แก่ จิตของเรานั้นหนอ. บทว่า กิญฺหิ โน สิยา อคฺคิเวสฺสน ความว่า ดูก่อนอัคคิ เวสสนะ อะไรจักไม่มี อะไรจักมี ท่านอย่าสำคัญอย่างนี้ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี ย่อมเกิดแก่เรา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่ให้ครอบงำ จิต.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ