เล่มที่ 18
ส่วนที่ 408
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 408 อ้างอิง: Book 18, Section 408 ประเภท: section
เนื้อหา
เรือนที่อาศัยไม้เป็นต้น ชื่อว่า เคหะ ท่านเรียกว่า ขัตติยเคหะ พราหมณเคหะ ฉันใด แม้รูปก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเรียกว่า ขัตติยสรีระ พราหมณสรีระ. แท้จริงในที่นี้สภาวะไร ๆ ที่ชื่อว่าสัตว์หรือชีวะ หามีไม่. ถามว่า คำว่า อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส จกฺขุ นี้ ท่านเริ่มไว้เพราะ เหตุไร. ตอบว่า อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ และ อริยสัจ ๓ ท่านมิได้กล่าวไว้ ข้างต้น บัดนี้ เพื่อจะกล่าวอุปาทายรูปเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงเริ่มเทศนา นี้ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ อปริภินฺนํ ได้แก่ เมื่อจักขุประสาท ดับไปก็ดี ถูกอารมณ์ภายนอกมาขัดขวางก็ดี ถูกดีเสลดและเลือดพัวพันก็ดี จักขุประสาทไม่อาจเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณได้ เป็นเพียงชื่อว่า แตกไปเท่านั้น แต่สามารถเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ชื่อว่า อปริภินนะ คือ ไม่แตกไป. บทว่า พาหิรา จ รูปา ได้แก่ รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ภายนอก. บทว่า ตชฺโช สมนฺ- นาหาโร ได้แก่ อาศัยจักขุนั้นและรูป คำนึงถึงภวังค์แล้วเกิดมนสิการ อธิบายว่า กิริยมโนธาตุจิตในจักขุทวารสามารถคำนึงถึงภวังค์ กิริยมโนธาตุ จิตนั้นไม่มีแม้แก่ผู้ที่ส่งใจไปในที่อื่น เพราะรูปารมณ์ไม่ปรากฏ. บทว่า ตชฺชสฺส ได้แก่ สมควรแก่จิตนั้น. บทว่า วิญฺาณภาคสฺส ได้แก่ ส่วน แห่งวิญญาณ. ท่านแสดงสัจจะ ๔ โดยอาการ ๑๒ ในคำว่า ยถาภูตสฺส เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาภูตสฺส ความว่า เกิดพร้อมด้วย จักขุวิญญาณ คือพรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ. บทว่า รูปํ ความว่า รูปที่มี สมุฏฐาน ๓ ย่อมได้ในขณะจักขุวิญญาณ เพราะจักขุวิญญาณเป็นตัวทำให้รูป เกิด แม้รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ย่อมได้ในขณะจิตต่อจากนั้น. บทว่า สงฺคหํ คจฺฉติ แปลว่า ถึงการนับ. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตด้วยจักขุ วิญญาณเหมือนกัน. วิญญาณ ก็คือ จักขุวิญญาณนั่นเอง. ท่านกล่าวเจตนาว่า สังขาร ไว้ในคำนี้ . บทว่า สงฺคโห แปลว่า รวมกัน. บทว่า สนฺนิปาโต แปลว่า มาพร้อมกัน. บทว่า สมวาโย ได้แก่ กอง. บทว่า โย ปฏิจฺจ- สมุปฺปาทํ ปสฺสติ ได้แก่ ผู้ใดเห็นปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า โส ธมฺมํ ปสฺสติ ได้แก่ ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นปฏิจจสมุปปันนธรรม. คำทั้งปวงมีฉันทะเป็นต้น เป็น ไวพจน์ของตัณหานั่นเอง. จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่าฉันทะ เพราะทำความ พอใจ เรียกว่าอาลัย เพราะทำความเยื่อใย เรียกว่า อนุนยะ เพราะทำความ ยินดี เรียกว่า อัชโฌสานะ เพราะใส่ลงกลืนเก็บไว้. คำว่า ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ เป็นชื่อของพระนิพพานทั้งนั้น. ในพระบาลี มา ๓ สัจจะ เท่านั้น ควรนำมรรคสัจมารวมไว้ด้วย ด้วยประการฉะนี้. ในฐานะ ๓ เหล่า นี้ ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ภาวนา ปฏิเวธ นี้ ชื่อว่ามรรค. บทว่า พหุกตํ โหติ ความว่า ด้วยแม้อธิบายเพียง เท่านี้ ก็เป็นอันทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก. แม้ในวาระ มีอาทิว่า อชฺฌตฺติกํ เจ อาวุโส โสตํ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนในมโนทวาร ภวังคจิต ชื่อว่า ใจภายใน ภวังคจิตนั้น แม้ดับไปแล้ว ไม่สามารถเป็น ปัจจัยของอาวัชชนจิตได้ ภวังคจิตที่มีกำลังอ่อนแม้เป็นไปอยู่ ก็ชื่อว่าแตก แล้ว ที่สามารถเป็นปัจจัยของอาวัชชนจิต ชื่อว่า ไม่แตก. คำว่า พาหิรา จ ธมฺมา ฯเปฯ เนว ตาว ตชฺชสฺส นี้ ท่านกล่าวไว้โดยสมัยภวังคจิตเท่านั้น. ในวาระที่ ๒ ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุผู้ส่งใจไปในที่อื่น โดยพิจารณาฌานที่ ช่ำช่อง ใส่ใจกัมมัฏฐานที่คล่องแคล่ว หรือท่องบ่นพุทธพจน์ที่ชำนาญเป็นต้น. รูปแม้มีสมุฏฐาน ๔ ก็ได้ชื่อว่า รูป ในวาระนี้. เพราะนโนวิญญาณ ย่อมให้ รูปเกิดขึ้น. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณ. วิญญาณ ก็คือมโนวิญญาณนั่นเอง. แต่ในที่นี้ สังขารทั้งหลายท่านถือด้วยผัสสเจตนา เหมือนกัน. คำที่เหลือ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ