เล่มที่ 18

ส่วนที่ 69

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 69 อ้างอิง: Book 18, Section 69 ประเภท: section


เนื้อหา

บทว่า อาหาเรน สุทฺธิ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้ง หลายอาจเพื่อหมดจดด้วยอาหารนิดหน่อยบางอย่างเช่น พุทราเป็นต้น. บทว่า เอวมาหํสุ ได้แก่ พูดอย่างนี้. บทว่า โกเลหิ ได้แก่ พุทราทั้งหลาย. บทว่า โกโลทกํ คือ น้ำดื่มที่เขาขยำผลพุทราทั้งหลายแล้วทำ. บทว่า โกลวิกตึ ได้แก่ ชนิดแห่งพุทรา เช่นสลัดพุทรา ขนมพุทรา และก้อนพุทราเป็นต้น. บทว่า เอตปรโม ความว่า นั่นเป็นประมาณอย่างยิ่งของพุทรานั้น เพราะ ฉะนั้น พุทรานั้นจึงชื่อว่า เอตปรโม มีผลใหญ่ อธิบายว่า ก็ในกาลนั้น ใน ที่สุด ๙๑ กัป พุทราไม่ใหญ่เท่าผลมะตูมสุก และผลตาลสุก คงใหญ่เท่าพุทรา ในบัดนี้เท่านั้น. บทว่า อธิมตฺตกสีมานํ ความว่า ทรงผอมอย่างยิ่ง. บทว่า อสีติกปพฺพานิ วา กาฬปพฺพานิ วา คือ ทรงแสดงว่า เถาวัลย์ที่มี ข้อมาก หรือเถาวัลย์มีข้อดำ ที่เหี่ยวแห้งในที่ต่อ ย่อมนูนขึ้นและแฟบลงใน ท่ามกลางฉันใด อวัยวะน้อยใหญ่ของเราก็เป็นฉันนั้น. บทว่า โอฏฺ€ปทํ ความว่า เท้าอูฐ เป็นธรรมชาติลึกในท่ามกลางฉันใด ครั้นเมื่อเนื้อและเลือด เหือดแห้ง ตะโพกของพระโพธิสัตว์ก็ลึกในท่ามกลาง เพราะความที่วัจจทวาร เข้าไปในภายในฉันนั้นเหมือนกัน. ทีนั้น สถานที่นั่งในแผ่นดินของพระโพธิสัตว์ นั้น ก็จะนูนขึ้นในท่ามกลาง เหมือนประทับด้วยกระบอกลูกศร. บทว่า วฏฺฏนา- วลี ความว่า เถาสะบ้าที่เขาฟันทำเป็นเชือกก็จะแฟบในระหว่าง ๆ แห่งเถา สะบ้า จะนูนขึ้นในที่เป็นเกลียวฉันใด กระดูกสันหลังนูนขึ้นเป็นปุ่ม ๆ ฉันนั้น. บทว่า ชรสาลาย โคปานสิโย ได้แก่ กลอนแห่งศาลาเก่า. กลอนเหล่า นั้นหลุดจากโครงแล้วตั้งอยู่ในบริเวณ กลอนที่อยู่ในบริเวณก็จะหลุดอยู่ในที่ พื้นดิน เพราะฉะนั้น ก็จะเหลื่อมขึ้นและเหลื่อมลง คือ ตัวหนึ่งอยู่บน ตัวหนึ่งอยู่ข้างล่าง ก็กระดูกซี่โครงของพระโพธิสัตว์ไม่เป็นอย่างนั้น. เพราะ ครั้นพระโลหิตขาด พระมังสะเหี่ยวแห้ง พระโพธิสัตว์นั้นก็มีพระจัมมะ โดยระหว่างกระดูกซี่โครง เหลื่อมลง ทรงหมายถึงกระดูกซี่โครงนั้น จึงตรัสบทนี้. บทว่า โอกฺขายิกา ได้แก่ ลึกเข้าไปในเบื้องล่าง. นัยว่า ครั้นเมื่อพระโลหิตขาด พระมังสะเหี่ยวแห้ง เบ้าตาของพระโพธิสัตว์นั้น ก็ลึกจดมันสมอง เพราะเหตุนั้น ดวงตาของพระโพธิสัตว์นั้นจึงเป็นอย่างนั้น. บทว่า อามกจฺฉินฺโน ได้แก่ ตัดแล้วในเวลายังอ่อน. ก็น้ำเต้าขมนั้นสัมผัส กับลมและแดดย่อมเหี่ยวแห้ง. บทว่า ยาวสฺสุ เม สารีปุตฺต ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ผิวหนังท้องของเราเหี่ยวติดกระดูกสันหลัง. อีกประการหนึ่ง พึงทราบความสัมพันธ์ในบทนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร การบำเพ็ญทุกกรกิริยา ของเรา ยังเป็นภาระหนักเพียงใด ผิวหนังท้องของเราก็เหี่ยวติดกระดูกสันหลัง เพียงนั้น. บทว่า ปิฏฺ€ิกณฺฏกญฺเว ปริคฺคณฺหามิ ความว่า เราคิดว่า จะจับผิวหนังท้อง ลูบคลำผิวหนังท้องอย่างเดียว ก็คลำถูกกระดูกสันหลังที เดียว. บทว่า อวกุชฺโช ปปตามิ ความว่า เมื่อพระองค์นั้นนั่งเพื่อประโยชน์ แก่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออกเลย แต่วัจจะมีเพียงเม็ดตุมกา ๑-๒ ก้อน ก็ยังทุกข์อันมีกำลังให้เกิดขึ้น เหงื่อทั้งหลายก็ไหลออกจากสรีระ. พระองค์ ก็ชวนล้มลงในพื้นดินในที่นั้นเอง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราชวนล้ม ดัง นี้. บทว่า ตเมว กายํ ได้แก่ กายที่สุดใน ๙๑ กัป. ก็ทรงหมายถึงกาย ในภพสุดท้ายในมหาสัจจกสูตร จึงตรัสว่า อิมเมว กายํ ดังนี้. บทว่า ปูติมูลานิ ความว่า เมื่อพระมังสะ หรือพระโลหิตยังมีอยู่ พระโลมาทั้งหลาย ก็ตั้งอยู่ได้ แต่ในเพราะไม่มีพระมังสะพระโลหิตนั้น พระโลมาทั้งหลายดุจติด อยู่ในเเผ่นหนึ่ง ก็หลุดติดพระหัตถ์ด้วย ทรงหมายถึงอาการนั้น จึงตรัสว่า ขนทั้งหลายมีรากอันเน่าก็หลุดจากกายดังนี้. บทว่า อลมริยาณทสฺสนวิเสสํ ได้แก่ โลกุตตรมรรคอันสามารถเพื่อการทำความเป็นอริยะได้. บทว่า อิมิสสฺ- สาเยว อริยาย ปญฺาย ความว่า เพราะไม่บรรลุวิปัสสนาปัญญา. บทว่า ยายํ อริยา ได้แก่ บรรลุมรรคปัญญานี้ใด. ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า ชื่อว่า บรรลุมรรคปัญญา เพราะความที่วิปัสสนาปัญญาได้บรรลุแล้วในบัดนี้ฉันใด เราไม่บรรลุโลกุตตรมรรคปัญญา เพราะความที่วิปัสสนาปัญญาไม่ได้บรรลุแล้ว ในที่สุด ๙๑ กัป ฉันนั้น. ส่วนมัชฌิมภาณกเถระกล่าวว่า ปัญญาที่กล่าวว่า อิมิสฺสาเยว ก็ดี ปัญญาที่กล่าวว่า ยายํ อริยา ก็ดี คือ มรรคปัญญานั้น เทียว. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะมัชฌิมภาณกเถระนั้นว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น คำว่า เราไม่ได้บรรลุมรรคเพราะความที่มรรคได้ บรรลุแล้วนี้ ท่านได้กล่าวแล้ว. พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส เราไม่อาจเพื่อ แสดงก็จริง แต่ปัญญาแม้สองอย่างนั้น คือ มรรคปัญญานั้นเทียว. ก็คำนั้น เทียวสมควรแล้วในที่นี้. ก็โดยประการนี้ นิทเทสว่า ยา อยํ ก็ไม่สมควร.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ