มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ถามว่า ก็ความยึดมั่น จะเกิดในกัมมัฏฐานเหล่านั้นทั้งหมดหรือไม...
หมวด: สุตตันตปิฎก ฝ่าย: มัชฌิมนิกาย ลำดับ: 711 อ้างอิง: MN 711 ประเภท: teaching
เนื้อหา
ถามว่า ก็ความยึดมั่น จะเกิดในกัมมัฏฐานเหล่านั้นทั้งหมดหรือไม่ เกิด ? ตอบว่า ไม่เกิด เพราะว่า ความยึดมั่นย่อมไม่เกิดในอิริยาบถ สัมปชัญญะ นิวรณ์ และสัมโพชฌงค์ แต่จะเกิดในกัมมัฏฐานที่เหลือ. ฝ่าย พระมหาสิวเถระ กล่าวว่า ย่อมเกิดความยึดมั่นในกัมมัฏฐาน แม้เหล่านั้น (มีอิริยาบถเป็นต้น) เพราะว่า พระโยคาวจรนี้ย่อมกำหนด อย่างนี้ว่า อิริยาบถ ๔ ของเรา มี หรือไม่มี สัมปชัญญะ ๔ ของเรา มี หรือว่าไม่มี นิวรณ์ ๕ ของเรา มี หรือว่าไม่มี โพชฌงค์๗ ของเรามี หรือว่าไม่มี เพราะฉะนั้น จึงเกิดความยึดมั่นในกัมมัฏฐานทุกข้อ. บทว่า โย หิ โกจิ ภิกฺขเว ความว่า ผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม. บทว่า เอวํ ภเวยฺย ความว่า พึงเจริญ (สติปัฏฐาน ) ไป ตามลำดับแห่งภาวนา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่แรก. บทว่า ปาฏิกงฺขํ แปลว่า พึงหวัง. อธิบายว่า มีแน่แท้. บทว่า อญฺา ได้แก่พระอรหัตตผล. บทว่า สติ วา อุปาทิเสเส ความว่า หรือ เมื่อยังมีอุปาทาน เหลืออยู่ คือยังไม่สิ้นไป. บทว่า อนาคามิคา ได้แก่ความเป็นพระอนาคามี พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่ศาสนธรรมเป็นเครื่อง นำออกด้วยอำนาจ (ระยะเวลา) ๗ ปี อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง ระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นเข้าไปอีก จึงตรัสคำว่า ติฏฺนฺตุ ภิกฺขเว ดังนี้ เป็นต้น และธรรมทั้งหมดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ ด้วยอำนาจ เวไนยบุคคลผู้ (มีสติปัญญา) ปานกลางเท่านั้น. ฝ่ายพระโบราณาจารย์ หมายเอาบุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า จึงกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า ได้รับคำสอนในตอนเช้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเย็น ได้รับคำสอนใน ตอนเย็น ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเช้า.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ