เล่มที่ 16

ส่วนที่ 204

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 204 อ้างอิง: Book 16, Section 204 ประเภท: section


เนื้อหา

ข้อว่า ทิฏฺ€ธมฺมสุขวิหาราย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ สบายในอัตภาพนี้นั่นเทียว. ผลสมาบัติและฌาน และฌานที่พระขีณาสพ ให้เกิดขึ้นแล้ว ในเวลาต่อมา ท่านกล่าวไว้ในที่นี้. ข้อว่า อาโลกสญฺํ มนสิกโรติ ความว่า ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณี เป็นต้น ทั้งกลางวันหรือกลางคืนว่า อาโลโก ดังนี้. ข้อว่า ทิวาสญฺํ อธิฏฺ€าติ ความว่า ครั้นมนสิการอย่างนี้แล้ว ก็ตั้งสัญญา ไว้ว่า กลางวัน ดังนี้. ข้อว่า ยถา ทิวา คถา รตฺตึ ความว่า เห็นแสงสว่าง ในกลางวันฉันใด ในกลางคืนก็มนสิการไปเหมือนฉันนั้น. ข้อว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า เห็นแสงสว่างในกลางคืนฉันใด ในกลางวัน ก็มนสิการไปฉันนั้นเหมือนกัน. ข้อว่า อิติ วิวเฏน เจตสา ความว่า มีจิตที่เปิดแล้วอย่างนี้. ข้อว่า อปริโยนทฺเธน ความว่า ไม่ถูกผูกมัดไว้ โดยรอบ. ข้อว่า สปฺปภาสํ ความว่า เป็นไปกับแสงสว่าง. ข้อว่า าณทสฺสนปฏิลาภาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การได้ญาณทัสสนะ. ท่านกล่าวอะไรไว้ด้วยคำนี้. ท่านกล่าวถึงแสงสว่างที่เป็นเครื่องบรรเทา ถีนมิทธะ หรือแสงสว่างในการบริกรรม. แม้ด้วยคำนี้เป็นอันท่านกล่าวถึง อะไร. เป็นอันท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณ ของพระขีณาสพ. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อทิพยจักษุญาณนั้น มาแล้วก็ตาม ยังไม่มาก็ตาม ท่านหมายถึงสมาบัติ ที่มีฌานเป็นบาทนั้นแหละ จึงกล่าวคำว่า ยังจิตที่มีแสงว่างให้เกิดมีขึ้น. ข้อว่า สติสมฺปชญฺาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่สติสัมปชัญญะ อันมี สัตว์เป็นที่ตั้ง. ในข้อว่า วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ เป็นต้นความว่า วัตถุเป็นอันพระขีณาสพรู้แล้ว อารมณ์ก็เป็นอันรู้แล้ว เวทนาทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ย่อมตั้งอยู่อย่างนี้ ย่อมดับไปอย่างนี้ เพราะรู้ทั้งวัตถุ และอารมณ์. ไม่เฉพาะเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ แม้ สัญญาเป็นต้นก็เป็นอันรู้ชัดแล้ว ย่อมเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ และย่อมดับไป. อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาก็เป็นอันท่านรู้แล้ว ความตั้งอยู่ก็ เป็นอันท่านรู้แล้ว. ภิกษุแม้เมือเห็นลักษณะแห่งความเกิดขึ้นว่า เพราะ อวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด เพราะกรรมเกิด เพราะผัสสะ เกิด จึงเกิดเวทนา ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดของเวทนาขันธ์. ความเกิดขึ้น แห่งเวทนา ย่อมเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้. ท่านทราบถึงความตั้งอยู่ แห่งเวทนาอย่างไร. เมื่อท่านมนสิการอยู่โดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อม เป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของสิ้นไป. เมื่อมนสิการอยู่โดย ความเป็นทุกข์ ย่อมเป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของน่ากลัว. เมื่อมนสิการอยู่ โดยความเป็นอนัตตา ก็ย่อมทราบถึงความตั้งอยู่โดยความ เป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่แห่งเวทนาเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้. ท่านย่อมรู้โดยความเป็นของสิ้นไป โดยความเป็นของน่ากลัว โดยความ เป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา เป็นอันท่านทราบแล้ว อย่างไร. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา ย่อมมีได้อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชา ดับ เวทนาจึงดับ ฯลฯ ดังนี้ . ในข้อนี้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัย แม้นี้. คำว่า รปํ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้. ข้อว่า อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ความว่า สมาธิภาวนาซึ่งฌานเป็น บาทนี้ ย่อมมีแก่ญาณเป็นเครื่องรู้ถึงความสิ้นอาสวะ. ข้อว่า อปฺปมญฺา ความว่า อัปปมัญญา ด้วยอำนาจการไม่ถือเอาประมาณแผ่ไปหมดทั้งสิ้น. ทัสสนภาวนา และวิธีแห่งสมาธิ ซึ่งมีการพรรณนาไปตามลำดับบทแห่ง อัปปมัญญาเหล่านั้น ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. แม้กถา ว่าด้วย อรูป ( ฌาน ) ท่านก็ให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแหละ.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ