เล่มที่ 15

ส่วนที่ 210

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 210 อ้างอิง: Book 15, Section 210 ประเภท: section


เนื้อหา

หลายบทว่า สจฺโจ จสฺส สทฺโธ จ ความว่า ภิกษุในพระ ศาสนานี้ผู้ตั้งอยู่ในสีลาจาร พึงเป็นผู้จริง กล่าววาจาจริง พึงเป็นผู้มีศรัทธา และถึงพร้อมด้วยศรัทธา. ถามว่า สัจจะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน หนหลังแล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุไร ในที่นี้พระองค์จึงตรัสไว้อีกเล่า. ตอบว่า วาจาสัจพระองค์ตรัสไว้แล้วในหนหลัง. ในที่นี้พระองค์ตรัสไว้ เพื่อทรงแสดงว่า ก็ภิกษุดำรงอยู่ในลีลาจารแล้วย่อมไม่กล่าวมุสาวาท โดย ที่สุดแม้ด้วยการกล่าวให้หัวเราะกัน. บัดนี้พระเถระเพื่อจะแสดงว่า โดย นั้นย่อมสำเร็จการเป็นอยู่โดยธรรมสม่ำเสมอ ดังนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า น จ กุหโก ดังนี้เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กุหโก เป็นต้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายพิสดาร แล้วในพรหมชาลสูตร. หลายบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตญฺญู ความว่า เป็นผู้คุ้มครอง ทวารดีแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ทั้งเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ. บทว่า สมการี คือ ผู้มีปกติสม่ำเสมอ. อธิบายว่า ภิกษุ ในพระศาสนา นี้เว้นเหตุมีการคดทางกายเป็นต้น ประพฤติสม่ำเสมอทางกายวาจาและ ใจ. บทว่า ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต ความว่า ภิกษุย่อมขวนขวายประ- กอบความเป็นผู้ตื่นอยู่ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุพึงแบ่ง กลางวันและกลางคืนออกเป็น ๖ ส่วน แล้วพึงประกอบความเพียรในกลาง วันด้วยการจงกรมและนั่ง. บทว่า อตนฺทิโต คือ ได้แก่ ไม่เกียจคร้าน คือ เว้นจากการเกียจคร้านทางกาย. บทว่า อารทฺธวีริโย ความว่า เป็นผู้เริ่ม ความเพียรแม้ด้วยความเพียรทางกาย บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยหมู่เสียแล้ว อยู่แต่ผู้เดียว ด้วยอำนาจอารัพภวัตถุ ๘ ในอิริยาบถทั้ง ๔. เป็นผู้เริ่มความ เพียรแม้ด้วยความเพียรทางใจ บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยกิเลสเสีย อยู่แต่ ผู้เดียวด้วยอำนาจสมาบัติ ๘. อีกอย่างหนึ่ง ห้ามการเกิดขึ้นแห่งกิเลสเสีย แล้วโดยประการใดประการหนึ่ง ก็จัดว่าเป็นผู้เริ่มความเพียรด้วยความเพียร ทางใจเหมือนกัน. บทว่า ฌายี คือ เป็นผู้เพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานและ ลักขณูปนิชฌาน. บทว่า สติมา คือประกอบด้วยสติอันสามารถระลึกถึง กิจที่ทำไว้นานแล้วได้เป็นต้น. บทว่า กลฺยาณปฏิภาโณ คือสมบูรณ์ด้วย การพูดดีและสมบูรณ์ด้วยปฏิภาณ. ก็บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยปฏิภาณ มิใช่เป็นผู้ขาดปฏิภาณ. จริงอยู่ ภิกษุดำรงอยู่ในสีลสมาจารหาได้ขาด ปฏิภาณไม่. อนึ่ง ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิภาณ ย่อมเป็นเหมือนพระวัง- คีสเถระฉะนั้น. บทว่า คติมา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันสามารถใน การดำเนินไป. บทว่า ธิติมา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันสามารถในการทรง จำไว้. ก็ คำว่า มติ ในคำว่า มติมา นี้ เป็นชื่อของปัญญาแท้ ฉะนั้น อธิบาย ว่า ผู้มีปัญญา ปัญญานั้นเองท่านกล่าวไว้ด้วยบทแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ดังพรรณนา มาฉะนี้ ในบาลีประเทศนั้น ความเพียรเป็นเครื่องทำสมณธรรมท่าน กล่าวไว้ในหนหลัง. ในที่นี้ ท่านกล่าวความเพียรเป็นเครื่องเล่าเรียน พระพุทธพจน์. อนึ่ง วิปัสสนาปัญญา ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง ใน ที่นี้ท่านกล่าวถึงปัญญาเป็นเครื่องเล่าเรียนพระพุทธพจน์. หลายบทว่า น จ กาเมสุ คิทฺโธ คือ เป็นผู้ไม่ติดในวัตถุกามและกิเลสกาม. หลาย บทว่า สโต จ นิปโก จเร ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ประกอบด้วย สติและด้วยญาณในฐานทั้ง ๗มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้นเที่ยวไป. ปัญญา ชื่อ เนปักกะ ภิกษุท่านกล่าวว่ามีปัญญา ดังนี้ เพราะประกอบด้วยปัญญา นั้น คำที่เหลือในที่นี้พึงประกอบเข้าด้วยนัยก่อนนั้นแล บทว่า ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา คือ ด้วยการทำไว้ในใจ โดย อุบายของพระองค์. บทว่า ยถานุสิฏฺ€ํ ตถาปฏิปชฺชมาโน คือเป็นผู้ ปฏิบัติตามที่เราได้ให้อนุศาสน์พร่ำสอนไว้. คำเป็นต้นว่า ติณฺณํ สญฺโณชนานํ ปริกฺขยา มีเนื้อความดังกล่าวแล้ว. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ