เล่มที่ 14
ส่วนที่ 302
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 302 อ้างอิง: Book 14, Section 302 ประเภท: section
เนื้อหา
ว่าด้วยการค้นหาชีวะโจรอีกเรื่องหนึ่ง พระยาปายาสิ. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในข้อนี้ ข้าพเจ้ายังยืนยันความเห็นที่ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุด- เกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี. พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ยังมีปริยายที่ยืนยันความเห็นของ ท่านพระยาอีกหรือ มีปริยายเหมือนอย่างไรเล่า. พระยาปายาสิ. มีซิ ท่านกัสสป เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าจับโจรผู้กระ- ทำผิดมาแสดงแก่ข้าพเจ้า และขอให้ข้าพเจ้าสั่งลงโทษ ข้าพเจ้าก็สั่งเจ้าหน้าที่ ให้เฉือนผิวหนังของโจรนั้นด้วยหมายจะดูชีวะของมัน ก็ไม่เห็น ให้เฉือนหนัง เฉือนเอ็น เฉือนกระดูก เฉือนเยื่อในกระดูก ก็ไม่เห็นชีวะของมันเลย. ท่าน- กัสสป ปริยายนี้นี่แล เป็นเครื่องยืนยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่า แม้เพราะ เหตุนี้ โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี. พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจัก อุปมาให้ฟัง ด้วยว่าวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมเข้าใจอรรถของคำภาษิต ได้ด้วยข้ออุปมา. ท่านพระยา เรื่องเคยมีมาแล้ว. ชฏิลผู้บำเรอไฟผู้หนึ่ง อาศัย อยู่ ณ กุฏีมุงใบไม้ ใกล้ชายป่า. ครั้งนั้น ชนบทแห่งหนึ่งกลายเป็นที่พักของ หมู่เกวียน ไปเสียแล้ว. หมู่เกวียนนั้นพักแรมอยู่คืนหนึ่ง ใกล้ ๆ อาศรมของ ชฏิลผู้บำเรอไฟนั้นแล้วก็ไป. ชฏิลนั้นคิดว่า ถ้ากระไร เราจะเข้าไปยังที่หมู่ เกวียนพักอยู่ อาจพบอุปกรณ์บางอย่างในที่นั้นก็ได้. ชฏิลนั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เข้าไปยังที่ ๆ หมู่เกวียนพักอยู่ ก็พบกุมารเล็ก ยังสดใสนอนหงายอยู่ ซึ่งถูกทอดทิ้งไว้ ณ ที่หมู่เกวียนพัก ครั้นแล้วก็คิดว่า จะปล่อยให้มนุษย์ตาดำๆ ตายเสียต่อหน้าเรา ซึ่งกำลังพบเห็นอยู่ ไม่เป็นการสมควร ถ้ากระไร เราจะ นำทารกนี้ไปชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโต ดังนี้แล้วก็นำทารกนั้น ไปยังอาศรมไปชุบ เลี้ยงเจริญเติบโต กระทั่งทารกนั้นอายุได้ ๑๐ ขวบ หรือ ๑๒ ขวบ. ต่อมา ชฏิล ผู้บำเรอไฟนั้น เกิดมีกิจธุระบางอย่างในชนบท จึงสั่งเสียว่าลูกเอ๋ย พ่อประสงค์ จะไปยังชนบท อยู่ทางนี้ เจ้าบำเรอไฟไว้นะลูก อย่าให้ไฟของเจ้าดับได้ ถ้า ไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ไม้ นี้ไม้สีไฟ จงติดไฟบำเรอไฟไว้นะลูก. ชฏิลนั้นพร่ำ สอนทารกนั้นอย่างนี้แล้ว ก็ไปยังชนบท. เมื่อเด็กนั้นเล่นเพลินไป ไฟก็ดับ เด็กนั้นก็คิดว่าพ่อสอนเราไว้อย่างนี้ว่า บำเรอไฟไว้นะลูก อย่าไห้ไฟของเจ้า ดับนะ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ไม้ นี้ไม้สีไฟจงติดไฟ บำเรอไฟไว้ ถ้ากระไร เราจะ ติดไฟ บำเรอไฟไว้ ดังนี้แล้ว. เด็กนั้นก็เอามีดถากไม้สีไฟ ด้วยหมายใจว่าจะ พบไฟบ้าง. แต่เด็กนั้นก็ไม่พบไฟจึงผ่าไม้สีไฟเป็น ๒ ซีก ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ซีก ทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอาใส่ครกโขลก ครั้นโขลก แล้ว ก็โปรยที่ลมแรง ๆ ด้วยหมายใจว่า จะพบไฟบ้าง. แต่เด็กนั้นก็ไม่พบไฟ อยู่นั่นเอง. คราวนั้น ชฏิลผู้บำเรอไฟนั้น ทำกิจธุระนั้นในชนบทเสร็จแล้วก็ กลับมา เข้าไปยังอาศรมถามเด็กนั้นว่า ไฟของเจ้าดับเสียแล้วหรือลูก. เด็กนั้น ก็ตอบว่า จ๊ะพ่อ ข้ามัวเล่นเสียเพลินไฟเลยดับ ข้าคิดว่าพ่อสั่งให้ข้าบำเรอไฟ ไว้ และสอนว่าเมื่อไฟดับ นี้มีด นี้ไม้ นี้ไม้สีไฟ ให้ติดไฟบำเรอไฟไว้ ข้าตั้ง ใจจะติดไฟบำเรอไฟ จึงเอามีดถากไม้สีไฟ ก็ไม่พบไฟ จึงผ่าไม้สีไฟเป็น ๒ ซีก ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ทำเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอาโขลก ในครกโขลกแล้ว ก็โปรยในที่ ๆ มีลมแรง ๆ ก็ไม่พบไฟจนแล้วจนรอด. ชฏิลผู้บำเรอไฟนั้น ก็คิดว่า เจ้าเด็กนี้เขลา ไม่ฉลาดเสียเลย จักค้นหาไฟโดย อุบายไม่แยบคายได้อย่างไร จึงจับไม้สีไฟติดไฟต่อหน้าเด็ก ซึ่งจ้องมองดูอยู่แล้ว พูดกะเด็กนั้นว่า เขาติดไฟกันอย่างนี้ไม่เหมือนเจ้าซึ่งยังเขลาไม่ฉลาด ค้นหาไฟ โดยอุบายไม่แยบคาย อย่างลูกดอก. ท่านพระยา ข้ออุปมานั้นฉันใด ข้ออุปมัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านพระยา เขลาไม่ฉลาด ค้นหาโลกอื่น โดยอุบาย ไม่แยบคาย โปรดสละความเห็นชั่วนั้นเสียเถิด ท่านพระยา โปรดสละความ เห็นชั่วนั้นเสียเกิด ท่านพระยา ขอความเห็นชั่วนั้นอย่าได้มีแก่ท่านพระยา เพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานเลย.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ