เล่มที่ 12
ส่วนที่ 89
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 89 อ้างอิง: Book 12, Section 89 ประเภท: section
เนื้อหา
เธอนำจิตไปเฉพาะ น้อมจิตไปเฉพาะ เพื่อญาณทัสสนะ (คือ ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็น). ภิกษุใด ฯลฯ เธอรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มี ดังนี้. ภิกษุใด รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่นเป็นการสมควรแก่ ภิกษุนั้นหรือหนอ เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้. ภิกษุนั้นใด รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่น ไม่เป็นการสมควรแก่ภิกษุนั้น เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อัน นั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น. ก็แลความข้อนี้ เรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ดังนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเวยยากรณพจน์นี้แล้ว. โอฏฐัทธลิจฉวี มีใจยินดี ชื่นชมภาสิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล. เอวมฺเม สุตํ ฯปฯ เวสาลิยนฺติ มหาลิสุตฺตํ ใน มหาลิสูตร นั้น มีการพรรนาตามลำดับบทดังนี้. บทว่า เวสาลิยํ ความว่า ใกล้นครอันได้นามว่า เวสาลี เพราะเมืองนี้ถึงความไพศาลเนือง ๆ บทว่า มหาวเน ความว่า ในป่าใหญ่เกิดเองตั้งอยู่ต่อเนื่องกับป่าหิมพานต์ ภายนอกนคร ซึ่งเรียกว่า มหาวัน เพราะความที่เป็นป่าใหญ่นั้น. บทว่า กูฏ- คารสาลายํ ความว่า ได้สร้างสังฆารามในราวป่านั้น. ได้สร้างปราสาทเช่น กับเทพวิมาน ทำตามแบบกูฏาคารศาลา ยกช่อฟ้าบนเสาทั้งหลายในสังฆา- รามนั้น. หมายถึงปราสาทนั้นสังฆารามแม้ทั้งสิน จึงปรากฏว่ากูฏาคารศาลา. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัยนครเวสาลีนั้น ประทับอยู่ ณ สังฆารามนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏคารสาลายํ ดังนี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ