ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระวิปัสสี ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาค พร...
หมวด: สุตตันตปิฎก ฝ่าย: ทีฆนิกาย ลำดับ: 159 อ้างอิง: DN 159 ประเภท: teaching
เนื้อหา
อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระวิปัสสี ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาค พระกัสสปะ ทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เสด็จมาแล้ว อย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่างนั้น เป็นอย่างนี้. พระมุนีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เสด็จมาสู่ความ เป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้อย่างใด แม้พระศากยมุนี นี้ ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี จักษุจึงทรงพระนามว่า ตถาคต ดังนี้ . พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่าง นั้น เป็นอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่าง นั้น เป็นอย่างไร ? เหมือนอย่าง พระผู้มีพระภาคพระวิปัสสี ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้น ก็เสด็จไป ฯ ล ฯ เหมือนอย่าง พระผู้มีพระภาคพระกัสสปะ ประสูติใน บัดเดี๋ยวนั้น ก็เสด็จไป ก็ พระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นเสด็จไปอย่างไร ? จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วย พระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่าง พระบาท ๗ ก้าว ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระ พักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดอย่างพระบาท ๗ ก้าว เมื่อ ท้าวมหา- พรหม กั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป ดังนี้ . และการเสด็จไปของ พระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น ก็ได้เป็นอาการ อันแท้ ไม่แปรผันด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลาย ประการ คือ ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ก็ได้ประทับยืน ด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของ พระองค์. อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็น บุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง. การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ. อนึ่ง การยก พัดจามรขึ้นที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า พัดจามรทั้งหลาย มีด้ามทองก็โบกสะบัด นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งปวง. อนึ่ง การกั้นพระเศวตฉัตร เป็นบุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตร อันบริสุทธิ์ ประเสริฐ คือ พระ อรหัตตวิมุตติธรรม. การประทับยืนบนก้าวที่ ๗ ทอดพระเนตรเหลียวดู ทั่วทิศ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระอนาวรญาณ คือความเป็นพระ สัพพัญญู. การเปล่งอาสภิวาจา เป็นบุพนิมิตแห่งการประกาศพระธรรม- จักรอันประเสริฐ อันใคร ๆ เปลี่ยนแปลงไม่ได้. แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นี้ ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น และการเสด็จไปของพระองค์นั้น ก็ได้เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุ คุณวิเศษเหล่านั้นแล ด้วยเหตุนั้นพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า พระควัมบดีโคดมนั้นประสูติแล้วในบัดเดี๋ยวนั้น ก็ ทรงสัมผัสพื้นดินด้วยพระยุคลบาทสม่ำเสมอ เสด็จ ย่างพระบาทไปได้ ๗ ก้าว และฝูงเทพยดาเจ้าก็กาง กั้นเศวตฉัตร พระโคดมนั้นครั้นเสด็จไปได้ ๗ ก้าว ก็ทอดพระเนตรไปรอบทิศเสมอกัน ทรงเปล่งพระสุร- เสียงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ปานดังราชสีห์ ยืนอยู่บนยอดบรรพตฉะนั้น ดังนี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ