พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ สังฆาทิเสสกัณฑ์

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอาการเป็นเครื่องอบรม...

หมวด: วินัยปิฎก ฝ่าย: มหาวิภังค์ ลำดับ: 565 อ้างอิง: Saṅghādisesa 565 ประเภท: explanation


เนื้อหา

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอาการเป็นเครื่องอบรม สติเหล่านั้นจึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต เป็นต้น. สมจริง // * ขุ. ปฏิ. ๓๑/ ๒๖๔๕. จักถือธรรมบรรณาการไป แล้วดำรงในพรหมโลกนั่นแล จำแนกปัญหา ๑๕ ข้อ เหมือนร้อยรัตนวลีพวงแก้วถือธรรมบรรณาการนั้นมา ยืนอยู่ในที่ไม่ไกลสหาย ไม่อภิวาทพระเถระนั้นโดยกล่าวด้วยสมณสัญญาเรียกว่า ภิกษุ ภิกษุ จึงกล่าวว่า อยํ วมฺมิโก เป็นต้น. ในคำนั้นพึงทราบคำที่ท่านกล่าวซ้ำว่า ภิกษุ ภิกษุ โดยเรียกเร็ว ๆ. หน้าผากย่อมไม่งามด้วยการเจิมจุดเดียวเท่านั้น ต่อเมื่อเจิมจุด อื่น ๆ ล้อมจุดนั้น จึงจะงามเหมือนประดับด้วยดอกไม้ที่บานฉันใด ถ้อยคำ จะไม่งามด้วยบท ๆ เดียวเท่านั้น ต่อประกอบด้วยบทแวดล้อมจึงจะงามเหมือน ตกแต่งด้วยดอกไม้ที่บานฉะนั้น เพราะฉะนั้น เทพบุตรผู้นั้น กระทำถ้อยคำ โดยบทแวดล้อมนั้นกระทำให้เหมือนตกแต่งดอกไม้ที่บานจึงกล่าวอย่างนี้. ขึ้นชื่อว่า จอมปลวก ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าไม่มี แต่เทพบุตรเหมือนจะ แสดงจอมปลวกที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ด้วยอำนาจเทศนาวิธี จึงกล่าวว่า อยํ ในบทว่า อยํ วมฺมิโก. บทว่า ลงฺคึ ความว่า ถือศัสตราขุดพบกลอนเหล็ก. บทว่า อุกฺขิป ลงฺคึ อภิกฺขน สุเมธ ได้แก่ พ่อบัณฑิต ชื่อว่า กลอนเหล็ก กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ เมื่อยกกลอนเหล็กขึ้นขุดต่อ พึงเห็นความ ในบททั้งปวงอย่างที่กล่าวมานี้. บทว่า อุทฺธูมายิกํ ได้แก่ อึ่ง. บทว่า ปงฺกวารํ ได้แก่ หม้อกรองน้ำด่าง. บทว่า กุมฺมํ ได้แก่ เต่า. บทว่า อสิสูนํ ได้แก่ เขียงหั่นเนื้อ. บทว่า มํสเปสึ ได้แก่ ชิ้นเนื้อสดขนาดลูกหินบด. บทว่า นาคํ ได้แก่ ได้เห็นพญานาคแวดล้อมด้วยดอกจันทร์ ๓ ดอก มีพังพานใหญ่ เช่นกับกำดอกมะลิ. บทว่า มา นาคํ ฆฏฺเฏสิ ได้แก่ อย่าใช้ปลายไม้ ปลายเถาวัลย์ หรือโปรยฝุ่นลงไปกระทบกระทั่งนาค. บทว่า นโม กโรหิ นาคสฺส ความว่า จงหลีกไปเหนือลม นุ่งผ้าสะอาดกระทำการนอบน้อม พญานาค ขึ้นชื่อว่า ทรัพย์ที่พญานาคปกครอง กิน ๗ ชั่วตระกูลก็ไม่หมด พญานาคจักให้ทรัพย์ที่ตนปกครองแก่เธอ เพราะฉะนั้น เธอจงกระทำความ ดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ ในวิภังค์เฉพาะแห่งสองคำนี้ว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ในปฏิสัมภิทาว่า ภิกษุ ย่อมเป็น ผู้อบรมสติ โดยอาการ ๓๒ อย่าง คือ สติของภิกษุผู้รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลมหายใจเข้ายาว ย่อมตั้งมั่น, เธอชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติ ด้วยสตินั่น ด้วยญาณนั้น, สติของภิกษุผู้รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลมหายใจออกยาว ย่อมตั้งมั่น, เธอชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯ ล ฯ สติของภิกษุผู้รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วย อำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า . . . ด้วยอำนาจความ เป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก ย่อมตั้งมั่น, เธอชื่อว่าเป็นผู้ อบรมสติด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ