พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ สังฆาทิเสสกัณฑ์
พระตถาคตทรงถึงพร้อมด้วยพละเหล่าใด ทรงประกาศฐานะแห่งความ เป็น...
หมวด: วินัยปิฎก ฝ่าย: มหาวิภังค์ ลำดับ: 128 อ้างอิง: Saṅghādisesa 128 ประเภท: explanation
เนื้อหา
พระตถาคตทรงถึงพร้อมด้วยพละเหล่าใด ทรงประกาศฐานะแห่งความ เป็นผู้นำ และพละเหล่าใดที่ยกขึ้นในเบื้องต้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็ตถาคต พละของตถาคต ๑๐ อย่างนี้แล บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงพละเหล่านั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า กตมานิ ทส อิธ สารีปุตฺต ตถาคโต านญฺจ านโต ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า านญฺจ านโต ความว่า ซึ่งการณ์ โดยการณ์. จริงอยู่ การณ์เรียกว่า ฐานะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งผล คือ เป็นที่ เกิดและเป็นที่เป็นไปแห่งผล เพราะความที่ผลเป็นไปเนื่องจากการณ์นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงรู้ชัดฐานะนั้นว่า ธรรมเหล่าใด ๆ เป็นเหตุปัจจัย แก่ธรรมเหล่าใดๆ เพราะอาศัยธรรมนั้น ๆ จึงชื่อว่า ฐานะ ธรรม เหล่าใด ๆ ไม่เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใด ๆ เพราะอาศัยธรรมนั้น ๆ จึงชื่อว่า อฐานะ ชื่อว่า ทรงรู้ชัดฐานะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะ ตามความเป็นจริง. ก็ การณ์นั้นได้ให้พิสดารแล้วในอภิธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ในญาณเหล่านั้น การ รู้ฐานะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะตามความเป็นจริง ของตถาคตเป็นไฉน ดังนี้. บทว่า ยํปิ ความว่า ด้วยญาณใด. บทว่า อิทํปิ สารีปุตฺต ตถาคตสฺส ความว่า ก็ฐานาฐานญาณแม้นี้ ชื่อว่า เป็นกำลังของตถาคต. พึงทราบโยชนา ในบททั้งปวงอย่างนี้. บทว่า กมฺมสมาทานานํ ความว่า แห่งกุศลกรรมและ อกุศลกรรมที่สมาทานแล้วกระทำ หรือกรรมนั้นเทียว เป็นกรรมสมาทาน. บทว่า านโส เหตุโส ได้แก่ โดยปัจจัยและโดยเหตุ. ในบทนั้น คติ อุปธิ กาล และปโยค เป็นฐานะ คือ เป็นกรรม เป็นเหตุ ของวิบาก. ก็กถาโดยพิสดาร แห่งญาณนี้มาแล้วในอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า กรรมสมาทานอันเป็นบาป บางอย่างมีอยู่ อันคติสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผล ดังนี้. บทว่า สพฺพตฺถคามินึ ความว่าอันให้ไปสู่คติในที่ทั้งปวง และอันไม่ให้ไปสู่คติ. บทว่า ปฏิปทํ ได้แก่ มรรค. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ความว่า ทรงรู้สภาพโดยไม่ผิดเพี้ยน แห่งการปฏิบัติทั้งหลาย กล่าวคือ กุศลเจตนา และอกุศลเจตนา แม้ในวัตถุ หนึ่ง โดยนัยนี้ว่า ครั้นเมื่อมนุษย์ทั้งหลายแม้มากฆ่าสัตว์แม้ตัวหนึ่ง เจตนา ของคนนี้ จักยังให้ไปสู่นรก เจตนาของคนนี้ จักยังให้ไปสู่กำเนิดดิรัจฉาน. ก็กถาโดยพิสดารแห่งญาณแม้นี้ มาแล้วในอธิธรรมนั่นเทียว โดยนัยเป็นต้นว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความเป็นจริง อันเป็นปฏิปทาให้ไปในที่ทั้งปวง ของตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ ย้อมรู้ชัดว่า นี้มรรค นี้ปฏิปทาอันยัง สัตว์ให้ไปสู่นรก. บทว่า อเนกธาตุํ ความว่า ธาตุเป็นอันมากด้วยธาตุ ทั้งหลายมีจักขุธาตุเป็นต้น หรือ กามธาตุเป็นต้น. บทว่า นานาธาตุํ ความว่า ธาตุมีประการต่าง ๆ เพราะความที่ธาตุเหล่านั้น มีลักษณะพิเศษ. บทว่า โลกํ คือ โลกอันได้แก่ขันธ์ อายตน และธาตุ. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ความว่า ทรงแทงตลอดสภาพโดยไม่ผิดเพี้ยนแห่งธาตุทั้งหลาย เหล่านั้น ๆ. ญาณแม้นี้ให้พิสดารแล้วในอภิธรรมนั่นเทียว โดยนัยมีอาทิว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความจริงซึ่งโลกอันเป็นอเนกธาตุ นานาธาตุของ ตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดถึงความเป็นต่าง ๆ แห่งขันธ์. บทว่า นานาธิมุตติกตํ ได้แก่ความมีอธิมุตติต่าง ๆ ด้วยอธิมุตติทั้งหลายมี เลวเป็นต้น. ญาณแม้นี้ก็ให้พิสดารในอภิธรรมนั่นเทียว โดยนัยมีอาทิว่า ใน บทว่า สมฺพหุลา มีความว่า โดยบรรยายแห่งพระวินัย ภิกษุ ๓ รูป เรียกว่า ภิกษุเป็นอันมาก เกินกว่านั้นเรียกว่า สงฆ์ โดยบรรยายแห่พระสูตร ภิกษุ ๓ รูป คงเรียกว่า ๓ รูปนั่นแล, ตั้งแต่ ๓ รูปขึ้นไป จึงเรียกว่า ภิกษุ เป็นอันมาก. ภิกษุเป็นอันมากในที่นี้พึงทราบว่า มากด้วยกัน โดยบรรยายแห่ง พระสูตร.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ