เล่มที่ 72
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครอง ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 264
เนื้อหา
พระเถรีกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครอง ราชสมบัติในพระนครอรุณวดี หม่อมฉันเป็น มเหสีของท้าวเธอ บอกบุคคลบางคนว่า หม่อม ฉันนั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ว่า กุศลที่เราจะเอาไป ที่เราทำไว้ไม่มีเลย เราจะต้องไปสู่นรกอันมีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรงแสนทารุณเป็นแน่ ในเรื่องนี้ เราไม่มีความสงสัยเลย ครั้นหม่อมฉันคิดอย่างนี้แล้ว ยังใจให้ ร่าเริงเข้าไปเฝ้าพระราชสวามีแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระขัตติยาธิยาบดีผู้ประเสริฐ หม่อม ฉันเป็นสตรี ไม่เคยเป็นบุรุษ ขอพระองค์ได้ โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักนิมนต์ท่านให้ฉัน ครั้งนั้นพระราชาได้ประทานสมณะองค์ หนึ่งผู้อบราอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉัน มีใจยินดีรับบาตรของท่านมาแล้ว เอาภัตตาหาร อย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้ถวายผ้าผืนใหญ่ให้ท่านครอง แล้วได้ถวายบาตรนั้นพร้อมด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม และน้ำมันเครื่องไล้ทาอย่างดี. ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกาย มนุษย์แล้ว ได้ไปภพดาวดึงส์ ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งเทวราช หนึ่งพันชาติ ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันชาติ และครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระ- เจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับชาติมิได้ ทั้งได้ศุภผลอื่นมีอย่างต่าง ๆ มากมายซึ่งเป็นผล กรรมแห่งบิณฑบาตในคราวนั้น หม่อมฉันมีสีกายเหมือนดอกบัว เป็น หญิงมีรูปงาม น่าดู น่าชม ถึงพร้อมด้วยองค- สมบัติทั้งปวงเป็นอภิชาติสตรี ทรงไว้ซึ่งความ เปล่งปลั่ง ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิด ในศากิยสกุล เป็นธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนมหา- ราช เป็นหัวหน้าแห่งนารีหนึ่งพัน เบื่อหน่ายในอาคารสถาน จึงออกบวช เป็นภิกษุณีถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุจตุราริยสัจ หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายก ทายิกานำมาถวายไว้ นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต. ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์ พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน หม่อมฉันสละวัตถุทานเป็นอันมากเพื่อประโยชน์ แก่พระองค์ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉันได้ถวาย ทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉัน ไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือ เทาวดาหรือ มนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑ- บาตทาน รู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมี ทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่นเลย นี้เป็นผลแห่ง บิณฑบาตทาน. หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้วย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจ เลย นี้เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต- ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระอุปปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะ พระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล. จบอุปปลทายิกาเถรีอปทาน สิงคาลมาตาเถรีอปทานที่ ๔ (๓๕) ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิงคาลมาตาเถรี [๑๗๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ที่รุ่งเรือง ด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นตระกูลมั่งคั่ง เจริญ มีทรัพย์ มาก ในพระนครหังสวดี ดิฉันมีมหาชนเป็นบริวารไปกับบิดา ได้ ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทั้งหลาย ละวจีทุจริต ชำระอาชีวะบริสุทธิ์ มีความเลื่อมใส เพราะเคารพมากในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ ขวนขวายในการฟังธรรม มีความ ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังภิกษุณีองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุตติ จงปรารถนาตำแหน่งนั้น แล้วได้บำเพ็ญไตรสิกขา. ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระอัธยาศัย ประกอบด้วยกรุณา ตรัสกะดิฉันว่าบุคคลผู้มี ศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีในพระตถาคต มีศีล งามที่พระอริยะรักใคร่สรรเสริญ มีความเลื่อมใส ในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นหมัน เพราะฉะนั้น บุคคล ผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความ เลื่อมใสและความเห็นธรรม ดิฉันได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มี ความเบิกบานใจ ได้ทูลถามถึงความปรารถนาของ ดิฉัน. ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ผู้มี ปัญญาไม่ทราบ มีพระคุณนับไม่ถ้วนทรงพยากรณ์ ว่า ท่านเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีธรรมงาม จัก ได้ตำแหน่งนั้นที่ท่านปรารถนาดีแล้ว ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก- ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทแห่งพระ- ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นมารดาแห่งสิงคาลมาณพ จักได้เป็นสาวิกา ของพระศาสดา. ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพยากรณ์ นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก ด้วยความ ปฏิบัติทั้งหลาย จนสิ้นชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี มีความเจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร ราชคฤห์อันอุดม บุตรของดิฉันชื่อสิงคาลมาณพ ยินดีใน ทางผิด แล่นไปสู่ทิฐิอันรกชัฏ มีการบูชาทิศเป็น เบื้องหน้า ย่อมไหว้ทิศต่าง ๆ พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ เสด็จเข้าไปสู่ พระนครราชคฤห์ เพื่อทรงรับบิณฑบาต ทอด พระเนตรเห็นบุตรของดิฉันแล้ว ประทับยืนอยู่ที่ หนทางตรัสแสดงธรรมแก่บุตรของดิฉัน แต่เขา ยังมีความเห็นผิดอยู่อย่างเต็ม ธรรมาภิสมัยได้มี แก่บุรุษและสตรี ๒ โกฏิ ครั้งนั้นดิฉันไปในที่ประชุมนั้นได้ฟังสุคต ภาษิตแล้ว ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วออกบวช เป็นภิกษุณี ดิฉันผู้ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า เจริญ พุทธานุสสติอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันได้เห็นพระพุทธเจ้าอยู่ร่ำไป มิได้เบื่อ ชมพูพระรูปเป็นที่เพลินตา เป็นพระรูปที่เกิดแต่ พระบารมีทั้งปวง เป็นดังว่าเรือนหลวงที่ประกอบ ด้วยสิริ มีพระลักษณะงานทั่วไป พระพิชิตมารโปรดในคุณสมบัตินั้น จึง ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุณีมารดาของสิงคาลมาณพเป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุตติ. ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต- ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน หมดจดวิเศษ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น ในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสอน พระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. จบสิงคาลมาตาเถริยาปทาน สุกกาเถรีอปทานที่ ๕ (๓๕) ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี [๑๗๕] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระ พุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามวิปัสสี มีพระ เนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่ง ใน พระนครพันธุมดี ได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้ว ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงธรรม ปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตาม พระพุทธศาสนา ครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อ ประโยชน์แก่ประชุมชนทุกสมัย หม่อมฉันเคลื่อน จากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็นเทพ ธิดามียศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าสิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในใจ ด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว แม้ในครั้งนั้นหม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้ ฉลาดในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่าง แล้วไปสู่ภพดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภู มีธรรม ดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้หม่อมฉัน ก็เกิดในกาล บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนา เดียวกันนั้น ให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เทวบุรีที่น่ายินดี ได้เสวยความสุขมาก ในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระ- นามว่ากกุสันธะ ประเสริฐกว่านรชน เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เกิดในกาล เดียวกันนั้น บวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจน ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่ ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก ของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ผู้ประเสริฐ กว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์ เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนา ของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธ ศาสนาให้กระจ่าง ในภัทรกัปนี้เหมือนกัน พระมุนีพระนาม ว่ากัสสปะ มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะแห่ง สัตวโลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธ เจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากร พระองค์นั้น ศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม ความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรม กถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วยการตั้ง เจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปสู่ภพดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุล เศรษฐีที่เจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร ราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของ โลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพันเป็นบริวารสรรเสริญ แล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่ง ทองสิงคาล พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่งเคยเป็นชฎิล ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จเข้า ไปสู่เมืองราชคฤห์ หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และ ได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุมแล้ว ยังจิตให้เลื่อม ใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้พลธรรมมาก เวลาต่อมา หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณี ในสำนักพระธรรมทินนาเถรี หม่อมฉันเผากิเลส ทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นาน ศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว แต่นั้น ได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหา- ชน เมือหม่อมฉันกำลังแสดงธรรมอยู่ ธรรมา- ภิสมัยได้มีแก่ประชุมชนหลายพัน มียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิด อัศจรรย์ใจ เลื่อมใสต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระ- นครราชคฤห์ พวกมนุษย์ในพระนครราคฤห์อันหม่อม ฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าดื่มน้ำผึ้งอยู่ ฉะนั้น มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกา ผู้แสดงอมตบท อันเป็นเหตุไม่ให้ถอยกลับ ให้ เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็น จะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกล หาน้ำ ฝนดื่มฉะนั้น ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต- ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด จดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบสุกกาเถรีอปทาน จบภาณวารที่ ๕ อภิรูปนันทาเถรีอปทานที่ ๖ (๓๖) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภิรูปนันทาเถรี [๑๗๖] ในกัปที่ ๙๑ แตกภัทรกัปนี้ พระ- พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนานว่าวิปัสสี มีพระเนตรงาม มีพระจักษุในธรรมทั้งปวงเสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลใหญ่ที่นั่งดัง เจริญ ในพระนครพันธุมดี เป็นหญิงมีรูปงาม น่าพึงใจและเป็นที่บูชาของประชุมชน ได้เข้าเฝ้าพระพุทธวิปัสสีผู้มีความเพียร มาก เป็นนายกของโลก ได้ฟังธรรมแล้วถึงพระ องค์เป็นสรณะ สำรวมอยู่ในศีล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ปรินิพ- พานแล้ว ดิฉันได้เอาฉัตรทองบูชาไว้ ณ เบื้องบน แห่งพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ ดิฉันเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว มีศีลจน ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้น ละร่างกาย มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ครั้งนั้น ดิฉันครอบงำเทพธิดาทั้งหมด ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ ความเป็นอธิบดี รุ่งโรจน์ปรากฏอยู่ ในภพหลัง ครั้งนี้ ดิฉันเกิดในพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นธิดา ของศากยราช พระนามว่าเขมกะ มีนามปรากฏว่า นันทา ประชุมชนกล่าวว่า ดิฉันเป็นผู้หนึ่งซึ่งมี ความถึงพร้อมด้วยรูปงาม น่าชม เมื่อดิฉันเติบโต เป็นสาว (รู้จัก) ตกแต่งรูปและผิวพรรณ พวกศากยราชมีความวิวาทกันมากเพราะ ตัวดิฉัน ครั้งนั้น พระธิดาของดิฉัน กล่าวว่า พวกศากยราชอย่าฉิบหายเสียเลย ถึงให้ดิฉันบวช เสีย ครั้นดิฉันบวชแล้วได้ฟังว่า พระตถาคต- เจ้าผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ทรงติรูป จึงไม่ เข้าไปเฝ้าเพราะดิฉันชอบรูป กลัวจะพบพระ- พุทธเจ้า จึงไม่ไปรับโอวาท ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงให้ดิฉันเข้าไป สู่สำนักของพระองค์ด้วยอุบาย พระองค์ทรงฉลาด ในทางอุบาย ทรงแสดงหญิง ๓ ชนิด ด้วยฤทธิ์ คือ หญิงสาวสวยเหมือนรูปเทพอัปสร หญิงแก่ หญิงตายแล้ว ดิฉันเห็นหญิงทั้ง ๓ แล้ว มีความสลดใจ ไม่ยินดีในซากศพหญิงที่ตายแล้ว มีความเบื่อ- หน่ายในภพเฉยอยู่. ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ โลก ตรัสกะดิฉันว่า ดูก่อนนันทา ท่านจงดูร่างกายที่ทุรน- ทุราย ไม่สะอาด สิ่งโสโครก ไหลเข้า ถ่ายออก อยู่ ที่พวกพาลชนปรารถนากัน ท่านจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิ มีอารมณ์ เดียวด้วยอสุภะเถิด รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่าน นั้น ก็เป็นฉันนั้น รูปท่านนั้น เป็นฉันใด รูปนี้ เป็นฉันนั้น เมื่อท่านพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้ มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน แต่นั้นก็จะ เบื่อหน่ายอยู่ด้วยปัญญาของตน ดิฉันผู้ไม่ประมาท พิจารณาในร่างกายนี้ อยู่โดยแยบคาย ก็เห็นภายนี้ทั้งภายในภายนอก ตามความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ดิฉันจึงเบื่อหน่ายใน กาย และไม่ยินดีเป็นภายใน ไม่ประมาท ไม่ เกาะเกี่ยว เป็นผู้สงบเย็นแล้ว. ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ อันหมดจดวิเศษ หม่อมฉันสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระอภิรูปนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบอภิรูปนันทาเถรีอปทาน อัฑฒกาสีเถรีอปทานที่ ๗ (๓๗) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัฑฒกาสีเถรี [๑๗๗] ในภัตรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็น พงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศมาก พระ นามว่ากัสสปะ ประเสริฐ กว่าพวกบัณฑิต เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันบวชในศาสนาของพระ- องค์ สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ รู้จัก ประมาณในอาสนะต่ำ ประกอบความเพียรในความ เป็นผู้ตื่นอยู่ บำเพ็ญเพียร มีจิตชั่ว ได้ด่าภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ปราศจาก อาสวะครั้งเดียวว่านางแพศยา ด้วยบาปกรรมนั้น นั่นแหละ ดิฉันต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ดิฉันเกิดใน สกุลหญิงแพศยา ถูกขายให้บุรุษอื่นอยู่โดยมาก ในชาติหลัง ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีในแคว้นกาสี มี ความถึงพร้อมด้วยรูป ดุจดังนางเทพอัปสรในหมู่ เทวดา ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ ประชุมชนเห็นดิฉันมีรูปน่าชม จึงตั้ง ดิฉันไว้ในความเป็นหญิงแพศยา ในพระนคร ราชคฤห์ที่อุดม ด้วยผลที่ด่าภิกษุณีนั้น ดิฉันได้ฟังพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐตรัสแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุพวาสนา ได้บวชเป็นภิกษุณี แต่เมื่อไปสู่สำนักพระพิชิตมารเพื่อจะ อปสมบท พบพวกนักเลงดักอยู่ที่หนทาง ได้แล้ว ซึ่งทูตอุปสมบท ดิฉันมีธรรมทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมด สิ้นไปแล้ว ข้ามพ้นสงสารทั้งปวงแล้ว และความ เป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... คำสอน ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระอัฑฒกาสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบอัฑฒกาสีเถรีอปทาน ปุณณิกาเถรีอปทานที่ ๘ (๓๘) ว่าด้วยบุพจริยาของพระปุณณิกาเถรี [๑๗๘] ดิฉันบวชเป็นภิกษุณีในศาสนา ของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์คือ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ ผู้คงที่ และพระกัสสปะ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยยศ มีปัญญา สำรวมอินทรีย์ เป็นพหสูต ทรงธรรม สอบถามอรรถ แห่งธรรม ศึกษาธรรมแล้ว มีพระแสธรรม เป็น ผู้นั่งใกล้ แสงพุทธศาสนาในท่ามกลางประชุม- ชน ดิฉันมีศีลเป็นที่รัก แต่ถือตัวจัดเพราะความ เป็นพหูสูตนั้น. ในภพครั้งหลังนี้ ดิฉันเกิดในเรือนแห่ง นางกุมภทาสี ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในพระนคร สาวัตถีอันอุดม ดิฉันไปตักน้ำ ได้เห็นโสตถิยพราหมณ์ หนาวสั่นอยู่ในกลางน้ำ ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวว่า ดิฉันมาตักน้ำในคราวหนาว กลัวภัยแต่ อาชญา และระแวงภัยคือการด่าด้วยวาจาของเจ้า นาย จึงต้องลงน้ำร่ำไป ดูก่อนพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลง น้ำเสมอ มีตัวสั่น รู้สึกหนาวมาก ดูก่อนนางปุณณิกาผู้เจริญ ท่านรู้จักสอบ ถามข้าพเจ้าผู้ทำกุศลกรรม กำจัดบาปกรรม (ดิฉันกล่าวว่า) บุคคลใดเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็น เด็กก็ตาม ทำบาปกรรม บุคคลนั้น จะพ้นจาก บาปกรรม เพราะความอาบน้ำได้หรือ. เมื่อพราหมณ์นั้นกลับขึ้นมา ดิฉันได้ บอกซึ่งบทอันประกอบด้วยธรรมและอรรถ พราหมณ์ได้ฟังธรรมบทนั้นแล้ว มีความสลดใจ บวชแล้วได้เป็นพระอรหันต์ เพราะดิฉันเกิดในสกุลทาสี ยังทาสทาสี ๙๙ คนให้ครบ ๑๐๐ คน เจ้านายนั้นจึงตั้งชื่อให้ ดิฉันว่าปุณณา และปลดดิฉันให้เป็นไท ดิฉันให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญนั้นแล้ว ออกบวชเป็นภิกษุณี โดยกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุ พระอรหัต. ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อนฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริ- สุทธิ์ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันมีปัญญามากเพราะภาวนา มี สุตะเพราะพาหุสัจจะ เกิดในสกุลต่ำเพราะมานะ แต่มิได้มีกุศลกรรมวิบัติไปเลย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระปุณณิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบปุณณิกาเถรีอปทาน อัมพปาลีเถรีอปทานที่ ๙ (๓๙) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัมพปาลีเถรี [๑๗๙ ] ดิฉันเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็น ภคินีแห่งพระมหามุนีพระนามว่า ปุสสะ ผู้มี พระรัศมีงามรุ่งเรือง มีธรรมดังว่าเทริดดอกไม้ บนศีรษะ ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วมีจิต เลื่อมใสถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาซึ่งรูปสมบัติ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าสิขี ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก ทรง ยังโลกให้รุ่งเรือง เป็นสรณะในไตรโลกเสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์ใน เมืองอรุณอันน่ารื่นรมย์ โกรธแล้ว ด่าภิกษุณี องค์หนึ่ง ผู้มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสว่า ท่านเป็น หญิงแพศยา ประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย พุทธศาสนา ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ดิฉันต้องไป สู่นรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมไปด้วยมหันต์ทุกข์ เพราะกรรมอันลามกนั้น เคลื่อนจากนรกนั้นแล้วมาเกิดในหมู่ มนุษย์เป็นผู้มีธรรมลามก เป็นเหตุให้เดือดร้อน ครองความเป็นหญิงแพศยาอยู่หมื่นชาติยังมิได้พ้น จากบาปกรรมนั้น เปรียบเหมือนคนที่กินยาพิษ อันร้ายแรงฉะนั้น ดิฉันได้บวชเป็นภิกษุณีมีเพศประเสริฐ ในศาสนาพระพุทธกัสสปได้ไปเกิดในภพดาวดึงส์ เพราะผลแห่งบรรพชากรรมนั้น. ในภพนั้นซึ่งเป็นภพหลัง ดิฉันเป็นอุปปา- ติกสัตว์ เกิดในระหว่างกิ่งต้นมะม่วง จึงมีชื่อว่า อัมพปาลีตามนิมิตนั้น ดิฉันมีประชาชนหลาย โกฏิแห่ห้อมมาบวชในพุทธศาสนา เป็นโอรสธิดา แห่งพระพุทธเจ้า บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต- ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทินบริ- สุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพ ขึ้นได้หมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพัง ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่หม่อนฉันได้มาในสำนักพระพุทธ- เจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ พระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้ง ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำ เสร็จแล้วดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอัมพปาลีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบอัมพปาเถรีอปทาน ๑ เสลาเถรีอปทานที่ ๑๐ (๔๐) ว่าด้วยบุพจริยาของพระเสลาเถรี [๑๘๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ- นามว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มี ยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอุบาสก ใน พระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เห็นพระพิชิตมาร ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น และฟังธรรมเทศนาแล้ว ถึงพระองค์ผู้มีเพียรเป็นสรณะ แล้ว สมาทานศีลทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง พระมหาวีรเจ้า พระองค์นั้น ผู้องอาจกว่านรชน ทรงประกาศ อภิสัมโพธิญาณของพระองค์ในสมาคมแห่งมหา- ชนว่า เรามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาและ แสงสว่าง ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาในกาล ก่อน และในอริยสัจมีทุกขอริยสัจเป็นต้น ดิฉัน ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เล่าเรียนแล้วสอบถามภิกษุ ทั้งหลาย ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น และด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ๑. ม. เปสลา ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ เกิดใน สกุลแห่งเศรษฐีใหญ่ ดิฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังสัทธรรมอันประกอบด้วยสัจจะ ๑ บวชแล้ว ค้นคว้าอรรถธรรมทั้งปวง ยัง อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต โดยกาลไม่นานเลย ข้าแต่พระมุนี หม่อนฉันเป็นผู้มีความ ชำนาญในที่ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต- ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด จดพิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน ภพขึ้นได้ทั้งหมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดัง ช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่หม่อมฉันได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน ของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว ๑. สจฺจูปสํหิตํ. คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้งชัด แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้ ทราบว่า ท่านพระเสลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบเถลาเถรีอปทาน รวมอปทานที่มีในวรรค นี้ คือ ๑. อัฏฐารสสหัสสขัตติกัญญาเถรีอปทาน ๒. จตุราสีติสหัสส- พราหมณกัญญาเถรีอปทาน ๓. อุปปลทายิกาเถรีอปทาน ๔. สิงคาลมาตา เถรีอปทาน ๕. สุกกาเถรีอปทาน ๖. อภิรูปนันทาเถรีอปทาน ๗. อัฑฒ- กาสีเถรีอปทาน ๘. ปุณณิกาเถรีอปทาน ๙. อัมพปาลีเถรีอปทาน ๑๐. เสลา เถรีอปทาน. จบขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔ จบเถรีอปทาน จบอปทาน
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน