เล่มที่ 72
ในครั้งนั้น เราได้หมอบลงแทบพระบาท ทั้งสองด้วยเศียรเกล้า ได้โ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 111
เนื้อหา
ในครั้งนั้น เราได้หมอบลงแทบพระบาท ทั้งสองด้วยเศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนม อัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าว สดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนัก- ปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอ นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่า โลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงย่ำยีมารข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้า- พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อม แด่พระองค์. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระ- องค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรง ประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่กลัว เป็น ที่คุ้นเคยของคนทั้งหลาย ที่มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่ง ที่ ระลึก เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าว สดุดีมีอาทิอย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณ อันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้าว่านักพูด ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิญาณ ไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์ พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของ เรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้ สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติ และมนุษย์สมบัติมีประมาณไม่น้อย ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี พระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก- ราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรม ทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส อันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามี นามชื่อว่า วังคีสะ เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็น ผู้มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง พระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จน ตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะ การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล ปริพาชก เมื่อเราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปี แต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์แกล้วกล้าใน วาทศาสตร์มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยี วาทะของผู้อื่น เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็น ใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่า วังคีสะ เพราะ ฉะนั้นถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติ ตามโลก ในเวลาที่เรารู้เดียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เรา ได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์ อันรื่นรมย์ จบภาณวารที่ ๒๕ ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก พูดแต่พอประมาณ แลดูเพียงชั่วแอก เที่ยว บิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือน ดอกกรรณิการ์ ที่ร้อยไว้แล้ว ท่านบอกแก่เราว่าพระสัมพุทธเจ้าผู้นำ โลก เป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารี- บุตรเถระผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดแก่ เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ยินดีด้วยปฏิภาณ อันวิจิตร เพราะทำถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราค- ธรรมเห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้า ของท่านแล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผม บรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรบุตรผู้มี ปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐสุด เราซบเศียรลงแทบพระบาทแล้ว นั่งลง ในที่ใกล้พระศาสดา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้ตรัสถามเราว่า ดูก่อน วังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า จะ ไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่านจริง หรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด เมื่อเรากราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดใน นรกและเทวดา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำของ โลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น เราเหมดมานะ จึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชา ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสดุดีพระสุคตเจ้าโดย ไม่เลือกสถานที่ ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พากันโพนทนาว่า เราเป็นจิตตกวี ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้ชั้นวิเศษได้ ตรัสถามเราเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่ม- แจ้งโดยควรแก่คนทั้งหลายผู้ตรึกตรอง แล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้ง หลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ ถ้ากระนั้นท่านาจงกล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็น พระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมารทรงพอพระทัย ในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราดูหมิ่นภิกษุอื่น ๆ ก็เพราะปฏิภาณอัน วิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความสลดใจ เพราะเหตุนั้นได้บรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ไม่มีใคร อื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ที่มีปฏิภาณเหมือน ดัง วังคีสะภิกษุนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้ กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้ แสดงแก่ผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้น จากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่งฉะนั้น กิเลส ทั้งหลายเราเผาเสียแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน ทั้งหลายพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน