เล่มที่ 55
้เข้าไปสู่นครแล้ว ถวายมหาทานแก่ภิกษุ สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นปร...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 29
เนื้อหา
กถาว่าด้วยสุเมธดาบส จบ ฝ่ายชาวเมืองรัมมนครเล่าได้เข้าไปสู่นครแล้ว ถวายมหาทานแก่ภิกษุ สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พวกเขาให้มหา- ชนดำรงอยู่ในสรณะเป็นต้นแล้ว เสด็จออกจากรัมมนครไป ต่อจากนั้น พระองค์ทรงดำรงอยู่ตลอดพระชนมายุขัย ทรงกระทำพุทธกิจครบทุกอย่างแล้ว เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุโดยลำดับ คำที่ควรจะ กล่าวในที่นั้นทั้งหมด พึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในพุทธวงศ์นั้นเถิด จริงอยู่ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์นั้นว่า ในกาลนั้น ชนเหล่านั้นอังคาสพระโลกนาถ พร้อมทั้งพระสงฆ์แล้ว ได้ถึงพระศาสดาทีปังกรเป็น สรณะ พระตถาคตยังคนบางคนให้ตั้งอยู่ในสรณะ คมน์ บางพวกก็ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ อีกพวกก็ให้ตั้งอยู่ ในศีล ๑๐ ทรงประทานสามัญผลสูงสุด ๔ แต่บางคน บางคนก็ทรงประทานธรรมที่ไม่มีสิ่งใดเสมอคือปฏิ- สัมภิทา บางคนพระนราสภก็ทรงประทานสมบัติอัน ประเสริฐ ๘ อย่าง บางคนก็ทรงมอบให้ซึ่งวิชชา ๓ อภิญญา ๖ พระมหามุนีทรงสั่งสอนหมู่ชนด้วยความ พยายามนั้น ศาสนาของพระโลกนาถได้แผ่ไพศาล แล้ว เพราะเหตุนั้น พระทีปังกรผู้เป็นผู้นำมีพระหนุ ใหญ่ [ผึ่งผาย] มีพระวรกายเหมือนของโคอุสภะ [สง่างาม] ทรงให้ชนเป็นอันมากข้ามถึงฝั่ง ทรงปลด เปลื้องทุคติให้พระมหามุนีทอดพระเนตรเห็นชนที่พอ จะตรัสรู้ธรรมได้แม้ในที่ไกลได้แสนโยชน์ ก็เสด็จไป ถึงโดยขณะเดียว ให้เขาตรัสรู้ได้ ในการได้บรรลุมรรค ผล ครั้งแรก [ปฐมโพธิกาล] พระพุทธเจ้าให้สัตว์ตรัสรู้ ได้หนึ่งร้อยโกฏิ ในการได้บรรลุมรรคผลครั้งที่สอง [มัชฌิมโพธิกาล] พระนาถะให้สัตว์ตรัสรู้ได้แสนโกฏิ และการได้บรรลุมรรคผลครั้งที่สาม [ปัจฉิมโพธิกาล] ได้มีแต่สัตว์เก้าสับพันโกฏิ ในเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรง แสดงพระธรรมในเทวพิภพ การประชุมของพระ - ศาสดาทีปังกรได้มีสามครั้ง การประชุมครั้งแรกมีชน แสนโกฏิ อีกครั้งเมื่อพระชินเจ้าประทับอยู่วิเวกที่ยอด เขานารทะ พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินร้อยโกฏิ ประชุมกัน ในกาลใดพระมหาวีระประทับอยู่บนเขา ในเมืองสุทัสนะ ในกาลนั้นพระมหามุนีทรงห้อมล้อม ไปด้วยพระขีณาสพเก้าสิบพันโกฏิ เราในสมัยนั้น เป็น ชฏิลผู้มีตบะกล้า เหาะไปในที่กลางหาวได้ ได้สำเร็จ ในอภิญญา ๕ การตรัสรู้ธรรมได้มีแต่ชนนับได้เป็น สิบพันยี่สิบพัน การตรัสรู้ของคนเพียงหนึ่งคน สอง คน ไม่จำเป็นต้องนับ. ในกาลนั้น ศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร แผ่ไปกว้างขวาง ชนรู้กันมากมาย มั่งคั่ง แพร่หลาย บริสุทธิผุดผ่อง พระผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากนับได้สี่แสนห้อมล้อม พระทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลกในกาลทุกเมื่อ ในสมัยนั้น ใคร ๆ ก็ตามจะละภพมนุษย์ไป [ตาย] เขาเหล่านั้น มิได้บรรลุอรหัต ยังเป็นเสขบุคคลจะต้องถูกเขาตำหนิ ติเตียน พระพุทธศาสนาก็บานเบิกด้วยพระอรหันต์ผู้ คงที่ งามสง่าอยู่ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยพระ ขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน นครชื่อรัมมวดี กษัตริย์ ทรงพระนามสุเมธ เป็นพระชนก พระชนนีทรง พระนามว่าสุเมธา ของพระศาสดาทีปังกร พระองค์ ทรงครองเรือนอยู่หมื่นปี มีปราสาทอย่างดีที่สุดอยู่ สามหลัง ชื่อรัมมะ สุรัมมะและสุภะ มีเหล่านารี แต่งตัวสวยงามนับได้สามแสน มีพระจอมนารีพระ- นามว่า ยโสธรา มีพระโอรสพระนามว่า อสุภขันธะ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ อย่าง เสด็จออกบวช ด้วยยานคือช้าง พระชินเจ้าทรงตั้งความเพียรอยู่ ไม่หย่อนกว่าหมื่นปี พระมุนีทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ ได้ตรัสรู้แล้ว พระมหาวีระทรงประกาศพระธรรมจักร ที่ป่านันทวัน อันหนาแน่นไปด้วยสิริ ได้ทรงกระทำ การย่ำยีเดียรถีย์ที่โคนต้นซึกอันน่ารื่นรมย์ มีพระอัคร- สาวกคือ พระสุมังคละและพระติสสะ พระศาสดา ทีปังกรมีพระอุปฐากนามว่า สาคระ มีพระอัครสาวิกา คือ พระนางนันทาและพระนางสุนันทา ต้นไม้ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกกันว่าต้น ปิปผลิ พระมหามุนีที่ปังกรมีพระวรกายสูงได้ ๘๐ ศอก พญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง เป็นต้นไม้ประจำทรีป ดูงาม พระผู้แสวงหาพระคุณใหญ่นั้นมีพระชนมายุ ได้แสนปี พระองค์ทรงพระชนม์อยู่เท่านั้นทรง ให้เหล่าชนเป็นอันมากข้ามถึงฝั่ง [นิพพาน] พระ- องค์พร้อมทั้งพระสาวก ให้พระสัทธธรรมสว่างไสว แล้ว ให้มหาชนข้ามถึงฝั่ง รุ่งโรจน์อยู่ราวกะกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว. พระฤทธิ์ พระยศและจักรรัตนะที่ พระบาททั้งสอง ทุกอย่างก็อันตรธานไปหมด สังขาร ทั้งหลายเป็นของว่างเปล่า ดังนี้ และหลังจากพระ- ทีปังกร ก็มีพระนายกทรงพระนามว่า โกณฑัญญะ ทรงมีพระเดชหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระยศนับไม่ได้ มี พระคุณหาประมาณมิได้ ยากที่ใครจะต่อกรได้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน