เล่มที่ 52

คาถาของท่าน บางอย่างมาแล้วในเอกนิบาตในหนหลัง, ก็ในเรื่อง นั้...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 361


เนื้อหา

คาถาของท่าน บางอย่างมาแล้วในเอกนิบาตในหนหลัง, ก็ในเรื่อง นั้นท่านแสดงถึงเหตุเพียงให้เกิดสติในหลาน ๆ ของตน เพราะฉะนั้น คาถาท่านจึงสงเคราะห์เข้าในเอกนิบาต แต่คาถาเหล่านี้ ท่านประกาศถึง ข้อปฏิบัติจำเดิมแต่พระเถระบวชแล้ว จนถึงปรินิพพาน ยกขึ้นสังคายนา ในจุททสกนิบาตนี้. ในข้อนั้น เหตุเกิดเรื่องท่านกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แต่ข้อนี้ มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ว่า ได้ยินว่าพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ไป ยังที่อุปัฏฐากพระศาสดาและของพระมหาเถระ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น อยู่ในที่นั้นเพียงวันเล็กน้อยเท่านั้น ก็กลับมาป่าไม้ตะเคียนนั่นแล ยับยั้ง อยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ และด้วยพรหมวิหารธรรม. เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ วัยถึงคร่ำคร่าเจริญโดยลำดับ. วันหนึ่งท่านไปยังที่บำรุงพระพุทธเจ้า อยู่ในที่ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี ใน ระหว่างทาง. ก็โดยสมัยนั้น พวกโจรกระทำการปล้นในพระนคร ถึงพวก มนุษย์ผู้อารักขาไล่ติดตาม พากันหนีไปทิ้งห่อสิ่งของที่ลักมาในที่ใกล้พระ- เถระ. พวกมนุษย์ติดตามเห็นภัณฑะในที่ใกล้พระเถระ แล้วพาไปด้วย หมายว่าเป็นโจร จึงแสดงแด่พระราชาว่า ผู้นี้เป็นโจรพระเจ้าข้า. พระราชา รับสั่งให้ปล่อยพระเถระแล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านกระทำโจรกรรมนี้ หรือไม่ ? พระเถระเพื่อจะประกาศกรรมเช่นนั้น ที่ตนไม่เคยกระทำตั้งแต่ เกิดมาก็จริง ถึงกระนั้นกรรมนั้นอาตมาก็มิได้ทำ เพราะตัดกิเลสได้เด็ด ขาด และไม่ควรกระทำในกรรมเช่นนั้น เมื่อจะแสดงธรรมแก่ภิกษุผู้อยู่ใน ที่ใกล้และแก่พระราชา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า นับแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความ ดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย ในระยะกาล นานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ขอให้ สัตว์เหล่านั้นจงถูกฆ่า ถูกเขาเบียดเบียน จงได้รับทุกข์ เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ อบรม สั่งสมดีแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ แล้ว เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน เจริญเมตตาจิตอยู่ทุกเมื่อ เรายังจิตอันไม่ง่อนแง่น ไม่ กำเริบให้บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารอันบุรุษผู้เลวทราม ไม่ซ่องเสพ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้า ทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นอริยะ โดยแท้จริง ภูเขาศิลาล้วนไม่หวั่นไหว ตั้ง อยู่คงที่ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวดุจ บรรพต เพราะสิ้นโมหะ ความชั่วแม้มีประมาณเท่า ปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนประมาณเท่าหมอก- เมฆ แก่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ผู้แสวงหาความ สะอาดเป็นนิตย์ เมืองหน้าด่านเป็นเมืองอันเขาคุ้มครอง แล้วทั้งภายในและกายนอกฉันใด ท่านทั้งหลายจงคุ้ม- ครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไป เสีย เราไม่ยินดีต่อความตาย ไม่เพลิดเพลินต่อความ เป็นอยู่ แต่เรารอเวลาตาย เหมือนลูกจ้างคอยให้หมด เวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน ความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอท่าเวลาตาย พระศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ได้บรรลุประโยชน์ที่กุลบุตรออก บวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เถิด นี้เป็นคำสอนของเรา เราจักอำลาท่านทั้งหลาย ปรินิพพานในบัดนี้ เพราะเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ทั้งปวง.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน