เล่มที่ 52
ยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือน พระอาทิตย์ ท...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 61
เนื้อหา
ยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือน พระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่ง คุณเหมือนสาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือน ขุนเขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือน กับลม ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญา- หารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่าง ๆ ในพระนคร พาราณสี เราได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่ง ประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอันนำ มาซึ่งความยินดีแห่งจิต พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริส- ลักษณะ ๓๒ ประการ มีนักขัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมีรุ่งเรื่อง เหมือน ภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวา มีรัศมีนับด้วย ร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำ เป็นพระ- พิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความ ยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดัง สาคร มีพระเกียรติปรากฏแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่ง เป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ เป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบ ด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็นนักปราชญ์ มีพระทัย ไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของ สรรพสัตว์ เหมือนแผ่นดิน เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่ เข้าไปฉาบทาได้ เหมือนปทุมไม่คิดน้ำฉะนั้น เป็นผู้เช่น กับกองไฟเผาหญ้าคือวาทะลวงโลก พระองค์เป็นเสมือน ยาบำบัดโรค ทำให้ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วย กลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์ เป็นนักปราชญ์ที่เป็น บ่อเกิดแห่งคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำไป ซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือนนายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่ เพราะรัตนะคือโพชฌงค์ เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรง เป็นผู้เยียวยาพยาธิคือโทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรง เป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือนศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง อันมนุษย์และ ทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างให้แก่ นรชน ทรงแสดงปฐมเทศนาในบริษัททั้งหลาย พระ- องค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มาก ได้เพราะทำงาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลส ได้เพราะภาวนา ดังนี้ บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อัน ให้เกิดความแช่มชื่นมาก ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุด มีรสใหญ่ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้สดับพระ- ธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของ พระพิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อม ตราบเท่าสิ้นชีวิต ครั้งนั้นเราได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทา พื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้ง ปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอมได้มีกลิ่นหอม ครั้ง นั้นพระพิชิตมาร ได้พยากรณ์เราผู้อยากได้กายมีกลิ่นหอม ว่า นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราวเดียว ด้วย ผลของกรรมนั้น นระนั้นเกิดในชาติใด ๆ จักเป็นผู้มีตัว หอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และ เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดใน สกุลอันมั่นคง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาเป็น หญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์ มารดานั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วย กลิ่นหอมทุกอย่าง ขณะนั้นฝนดอกได้อันหอมหวล กลิ่น ทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และธุปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เรา เกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้นเทวดาได้เอาธูปและ ดอกไม้ ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมาอบ ก็ใน เวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็น สารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออก บวช เราเจริญธรรม ๔ ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระอรหันต์ และ ในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนกลิ่นหอมตกลงมา ก็กลิ่น สรีระอันประเสริฐสุดของเราครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอก จำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใด ก็ย่อมข่มขี่ กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้นเหมือน กัน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน