เล่มที่ 50

พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอนาคตกาลแล้ว ทรงเห็นความสำเร็จ จึงทรงพย...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 55


เนื้อหา

พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอนาคตกาลแล้ว ทรงเห็นความสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ จักเสด็จอุบัติในที่สุด แห่งแสนกัปในอนาคตกาล ดังนี้ แล้วเสด็จหลีกไป. เขากระทำแต่กรรมดี จนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ตลอดเวลาแสนกัป บังเกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ณ กรุงสาวัตถี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ไปสู่วิหารพร้อมด้วยมหาชน ผู้เดินไปเพื่อฟังธรรม ภายหลังภัตร ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมกถาของ พระทศพลแล้ว ได้เฉพาะซึ่งศรัทธา บวชแล้ว ได้อุปสมบทแล้ว ให้อาจารย์ บอกกัมมัฏฐาน กระทำบริกรรมฌาน เป็นผู้ได้ฌาน กระทำฌานให้เป็นบาท แล้วบรรลุพระอรหัต. โดยมากท่านจะเข้าสมาบัติ ที่พระทศพลทรงเข้า ได้เป็นผู้มีชำนาญ ที่สั่งสมแล้ว ในฌานทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุ ผู้เพ่งฌานทั้งหลาย โดยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระกังขา- เรวตะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เพ่งฌาน ดังนี้. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกัปที่แสน นับแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นนายก มีพระหนุเหมือนราชสีห์ มีพระสุรเสียง เหมือนพรหม มีสำเนียงคล้ายหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนินเยื้องกรายดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมี ของจันทเทพบุตรเป็นต้น มีพระปรีชามาก มีความเพียร มาก มีความเพ่งพินิจมาก มีพละมาก ประกอบด้วย พระมหากรุณา เป็นที่พึ่งของสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว คราวหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า ผู้เลิศกว่าไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้วารจิตของสัตว์ พระองค์นั้นทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรง- แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญ ภิกษุผู้เพ่งพินิจ ยินดีแล้วในฌาน มีความเพียรสงบ ระงับไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชน ยินดี ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพท อยู่ใน พระนครหงสาวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ทีนั้นพระพิชิตมาร ผู้เป็น สังฆปริณายกยอดเยี่ยม ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลาง สงฆ์ว่า จงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้ สมดังมโนรถปรารถนา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระ- ศาสดา พระนามว่าโคตมะ ผู้สมภพในวงศ์ของ พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้ เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นพระ- โอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มี ชื่อว่า " เรวตะ " เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการ ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยัง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดใน ตระกูลกษัตริย์ อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมายใน โกลิยนครในคราวที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม เทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระสุคต- เจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ความสงสัยของเราใน สิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้น ๆ มีมากมาย พระ- พุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัย ทั้งปวงนั้น ต่อแต่นั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ ยินดีความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพุทธภาษิตนั่นว่า ความสงสัยในโลกนี้ หรือโลกอื่น ในความรู้ ของตน หรือในความรู้ของผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งสิ้น.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน