เล่มที่ 50

ในเวลาต่อมา ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม ตามกาลเวลา

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 37


เนื้อหา

นันทดาบส ได้ยืนประคองอัญชลี อุทิศเฉพาะพระศาสดา และภิกษุ สงฆ์ จนกระทั่งลับคลองจักษุ. ในเวลาต่อมา ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม ตามกาลเวลา. มีฌานไม่เสื่อมแล้วทีเดียว ทำกาละไปบังเกิดในพรหมโลก. และจุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว บวชอีก ๕๐๐ ชาติ ได้เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็น วัตร. แม้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ก็ได้ บวช เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร ให้บริบูรณ์แล้ว. ได้ยินว่า ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้ ชื่อว่า จะบรรลุถึงความเป็นพระมหาสาวกไม่ ได้เลย ท่านบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร อยู่ถึง ๑๒๐ ปี ทำกาละแล้ว บังเกิดในภพดาวดึงส์ ในเทวโลก ชั้นกามาพจร. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อ นิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้น อย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิล มีนาม ว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียวไม่มีเพื่อน อยู่ที่ ภูเขาชื่อนิสกะ เวลานั้น เราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามัน และใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเอง และหล่นเอง เลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแล้วแก่เราเมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่านกำหนัด ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และหลงใหลใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจาก ป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ ท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่า เถิด ท่านจักเป็นเจ้าของเรือน ได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดี แม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นเลย จงออกไปจาก- ป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ใช้ทำกิจอะไร ๆ ที่ไหนไม่ได้ ไม้นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้าน หรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น จะเป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ใช่ จะเป็นสมณะก็ไม่ใช่ วันนี้ ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกไปจากป่าเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของท่านไปได้โดยเร็ว เพราะท่านมาก ไปด้วยความเกียจคร้าน วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาดฉะนั้น ฤาษี ทั้งหลายจักคร่าท่านมา ประท้วงทุกเมื่อ วิญญูชนจัก ประกาศท่านว่า มีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้ การอยู่ร่วม ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรได้ ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในตระกูลช้าง มาตังคะ มีอายุ ๖๐ ด้อยกำลังแล้ว ถูกนำออกจากโขลง มันถูกขับออกจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ เป็นสัตว์มีทุกข์ โศกเศร้า ซบเซาหวั่นไหวอยู่ ฉันใด ชฏิลทั้งหลายจักขับแม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก ท่าน ถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่านเพรียบพร้อมแล้ว ด้วยลูกศร คือความ- โศก ทั้งกลางวันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อน แผดเผา เหมือนช้างลูกขับออกจากโขลง ฉะนั้น เบ้าทองย่อมไม่ถูกเผาไหม้ที่ไหน ๆ ฉันใด ท่านมีศีล วิบัติแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ทำกิเลสให้ไหม้ได้ ในที่ ไหน ๆ แม้ท่านจะอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ได้ แม้ทรัพย์อันเป็นของมารดาบิดา ที่เก็บไว้แล้วของ ท่านก็ไม่มี ท่านต้องทำงานเอง ชนิดอาบเหงื่อต่างน้ำ จักมีชีวิตอยู่ในเรือนอย่างนี้ ท่านไม่ชอบใจกรรมที่ดี เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เรากล่าวธรรมกถานานาชนิด ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปิติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปี ล่วงเลยเราผู้อยู่ในป่าใหญ่ไปแล้ว พระสัมมา สัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงเห็นเรา ผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์ อันอุดม จึงเสด็จมายังสำนักของเรา. พระพุทธเจ้าผู้มี พระรัศมี ดังสีทองชมพูนุท ประมาณมิได้ ไม่มีใคร เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูปพระโฉม เสด็จ จงกรมอยู่บนอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้ไม่มี ใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน เวลานั้น ดังพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้า (แลบ) ในกลุ่มเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศ ในเวลานั้น ดุจพญาราชสีห์ตัวไม่เกรงใคร ดุจพญาช้าง ตัวองอาจ ดุจพญาเสื่อโคร่งตัวไม่ครั่นคร้าม พระพุทธเจ้า ผู้มีพระรัศมีดังสิงคี ส่องสว่างดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณี เสด็จจงกรมอยู่บน อากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดัง เขาไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน เวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์ใน เวลาเที่ยง เวลานั้น เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ บนอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้นี้เป็นเทวดาหรือว่า เป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือ ได้พบเห็นบนแผ่นดิน ชะรอยจะเป็นอำนาจเวทมนตร์ ผู้นี้คงจักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมเอาดอกไม้และ ของหอมต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ อันวิจิตรดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ แล้วได้ทูลคำนี้กะ พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถี ว่า ข้าแต่พระ วีระ อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์ ปูถวายไว้แล้ว ขอได้ทรงโปรดยังจิตของข้าพระองค์ ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิด พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่ทรงหวาดหวั่น ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น เป็น เวลา ๗ คืน ๗ วัน. พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว เมื่อทรงพยากรณ์ธรรมของ เรา ได้ตรัสพระพุทธพจน์ ดังนี้ว่า ท่านจงเจริญพุทธา- นุสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ครั้นเจริญ พุทธานุสตินี้แล้ว จักยังมนัสให้สมบูรณ์ จักรื่นรมย์ ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวสมบัติถึง ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศ- ราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัติ นั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ เมื่อ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็น อันมาก จักไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ แม้ (สิ้นเวลา) แสนกัป พระศาสดาทรงพระนามว่า โคตมะ โดยพระโคตร ผู้ ทรงสมภพในองค์ของพระเจ้าโอกากราช จักเสด็จ อุบัติในโลก. ท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ข้าทาสและ กรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า โคดม จักยังพระสัมมา สัมพุทธเจ้าโคดม ศายบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปราน จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า "สุภูติ" พระศาสดา พระนามว่าโคดม ประทับนั่งท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นเลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคุณคือความเป็นพระทักขิไณยบุคคล ๑ ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระนามสูงสุดกว่าสัตว์ผู้เกิดในน้ำ (และบนบก) [ผู้เป็นมหาวีระ) ครั้นตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่ อากาศ ดุจพญาหงส์ในทิฆัมพร เราอันพระโลกนาถ พร่ำสอนแล้ว ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า มีจิตเบิกบาน เจริญพุทธานุสติอันสูงสุดทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่ เราทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกาย มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทพ เสวย ทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณานับมิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติมาก เราไม่มีความ บกพร่องด้วยโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ ในแสนกัปแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ คุณพิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๙ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้กระทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน