เล่มที่ 46

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 26


เนื้อหา

คาถาที่หนึ่งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้แล. บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาเนื้อความแห่งคาถาที่ ๒ ในคาถาที่ ๒ นั้น มีมาติกา (หัวข้อ) ดังนี้เหมือนกันว่า คาถานี้ใครกล่าว ? กล่าวที่ใด ? กล่าวเมื่อใด ? กล่าวเพราะเหตุไร ? ข้าพเจ้า จักประกาศวิธีนี้ แล้วทำการอธิบายความ แห่งพระคาถานั้น. ต่อแต่นั้นไป ก็เพราะกลัวความพิสดารเกินไปในคาถาทั้งปวง นับ แต่นี้ไป ข้าพเจ้าจะไม่ยกมาติกามาแสดง แสดงอยู่ซึ่งเนื้อความแห่งคาถานั้นๆ โดยนัยแสดงเหตุเกิดขึ้นเท่านั้น จักกระทำการอธิบายเนื้อความ คือ คาถาที่ ๒ นี้ว่า โย ราคมุทจฺฉิทา อเสสํ เป็นต้น. คาถาที่ ๒ นั้น มีเหตุเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล บุตรช่างทองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ได้บวชในสำนักของพระเถระ พระเถระ คิดว่า อสุภกรรมฐานเหมาะสำหรับคนหนุ่มทั้งหลาย จึงได้ให้อสุภกรรมฐาน แก่พระหนุ่มนั้น เพื่อกำจัดราคะ. จิตแม้สักว่า เสพคุ้นในกรรมฐานนั้น ก็ไม่ เกิดแก่พระภิกษุนั้น ท่านจึงได้บอกแก่พระเถระว่า กรรมฐานนี้ไม่เป็นอุปการะ แก่ผม พระเถระคิดว่า กรรมฐานนี้เหมาะสำหรับคนหนุ่มทั้งหลาย จึงได้ให้ กรรมฐานนั้นนั่นแลซ้ำอีก ๔ เดือนผ่านไปอย่างนี้ ภิกษุนั้นไม่ได้คุณวิเศษแม้ สักอย่างหนึ่ง. ต่อจากนั้น พระเถระจึงได้กราบทูลถึงเรื่องภิกษุนั้นแม้แด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สารีบุตร การรู้กรรมฐานที่สบาย แก่ภิกษุนั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ ภิกษุนี้เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงแนะนำ ดังนี้แล้ว จึงทรงเนรมิตดอกปทุมมีสีประภัสสร (สีเลื่อม ๆ พราย ๆ) ด้วยฤทธิ์ ทรงประทานในมือของพระภิกษุนั้นแล้ว ตรัสว่า เอาเถิดภิกษุ เธอจงเอาก้าน ดอกปทุมนี้ปักลงบนเนินทราย ที่ร่มเงาหลังวิหาร และจงนั่งขัดสมาธิหันหน้า ไปหาดอกปทุมนั้น ระลึกภาวนาอยู่ว่า โลหิตํ ๆ (สีแดง ๆ) ทราบว่า ภิกษุนี้ เคยเกิดเป็นช่างทองอย่างเดียวมาถึง ๕๐๐ ชาติ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงทราบว่า นิมิตแห่งสีแดง เหมาะสำหรับภิกษุนั้น จึงได้ทรงประทาน โลหิตกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นได้กระทำตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แนะนำ เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็ได้บรรลุแม้ฌาน ๔ ในที่นั้นตามลำดับ ปรารภ ฌานกีฬาโดยนัย มีอนุโลมและปฏิโลมเป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิษฐานว่า ขอดอกปทุมนี้จงเหี่ยว ภิกษุนั้นออกจากฌาน เห็นดอกปทุมนั้น ซึ่งเหี่ยวแห้งไปเป็นสีดำ จึงได้อนิจจสัญญาว่า รูปที่ประภัสสรถูกชราย่ำยีแล้ว ต่อแต่นั้น ท่านได้นำดอกปทุมที่เหี่ยวแห้งนั้น น้อมเข้าไปแม้ภายใน ต่อจากนั้น ท่านได้เห็นภพทั้ง ๓ ปรากฏดุจไฟติดทั่วแล้วว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน