เล่มที่ 37
บทว่า มหาภูมิจาโล ได้แก่ แผ่นดินไหวใหญ่
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 428
เนื้อหา
บทว่า มหาภูมิจาโล ได้แก่ แผ่นดินไหวใหญ่. ได้ยินว่า ในกาลนั้น หมื่นโลกธาตุไหวแล้ว. บทว่า ภึสนโก แปลว่า น่าสะพึง กลัว. บทว่า เทวทุนฺทุภิโย จ ผลึสุ ได้แก่ กลองทิพย์บันลือลั่น ฝน คำรามกระหึ่ม สายฟ้าแลบแปลบปลาบผิดฤดูกาล ท่านอธิบายว่า ฝนตกชั่วขณะหนึ่ง. บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งอุทาน ? เพราะทรงพระดำริว่า ชื่อว่าใคร ๆ จะพึงพูดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกมารติดตามไป ข้างหลัง ๆ พูดรบกวนว่า จงปรินิพพานเถิดพระเจ้าข้า จึงทรงปลง อายุสังขารเพราะความกลัว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจงอย่ามีโอกาส เลย ดังนี้แล้วจึงทรงเปล่งพระอุทานอันหลั่งออกมาด้วยกำลังพระปีติ. พึงทราบวินิจฉัยในพระอุทานนั้นดังต่อไปนี้:- (เครื่องปรุง แต่งงาน) ชื่อว่าตุละ เพราะบุคคลชั่งได้ คือ กำหนดได้ เพราะเป็น ของประจักษ์แก่สัตว์ทั้งปวงมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอก เป็นต้น. ที่ชื่อว่า ตุละ นั้น คืออะไร ? คือกรรมฝ่ายกามาวจร. เครื่องปรุง แต่งภพที่ชั่งได้ไม่มี หรือที่ชั่งได้ของบุคคลนั้นไม่มี คือ ไม่มีโลกิยกรรม อย่างอื่นที่แม้นเหมือน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อตุละชั่งไม่ได้. เครื่องปรุงแต่งภพที่ชื่ออตุละนั้นคืออะไร ? คือ กรรมฝ่ายมหัคคตะ. อีกอย่างหนึ่ง กามาวจรกรรม รูปาวจรกรรม ชื่อว่า ตุละชั่งได้. อรูปาวจรกรรม ชื่อว่า อตุละ ชั่งไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง วิบากน้อย ชื่อตุละ วิบากมาก ชื่ออตุละ. บทว่า สมฺภวํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่ง สมภพ. บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ เครื่องปรุงแต่งงานใหม่ อธิบายว่า กรรมที่ทำให้เป็นกอง ทำให้เป็นก้อน. บทว่า อวสฺสชฺชิ แปลว่า ปลงแล้ว. บทว่า มุนี ได้แก่มุนีคือพระพุทธเจ้า. บทว่า อชฺฌตฺตรโต ได้แก่ ยินดีแล้วภายในตน. บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีจิตตั้งมั่นแล้ว ด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. บทว่า อภินฺทิ กวจมิว ได้แก่ ทำลายแล้ว ดุจนักรบทำลายเกราะ. บทว่า อตฺตสมฺภวํ ได้แก่ กิเลสที่เกิดในตน. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า มุนีสละ โลกิยกรรม กล่าวคือ ตุละและอตุละซึ่งได้ชื่อว่า สัมภวะ เพราะอรรถว่ามีวิบาก และได้ชื่อว่า ภวสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งภพ และเป็นผู้ ยินดีภายในตน มีจิตตั้งมั่น ทำลายกิเลสที่เกิดในตน เหมือนนักรบ ใหญ่ในสงครามสำคัญ ทำลายเกราะฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตุลญฺจ สมฺภวํ ได้แก่ พระนิพพานและภพ. บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ กรรมอันนำสัตว์ไปสู่ภพ. บทว่า อวสฺสชฺชิ มุนิ ความว่า พระมุนี คือพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาโดยนัยเป็นต้นว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง การดับขันธ์ ๕ คือพระนิพพาน เที่ยง ทรงเห็นเป็นโทษ ในภพ และอานิสงส์ในพระนิพพานแล้ว ทรงและกรรมเครื่องปรุง แต่งภพอันเป็นมูลแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้น ด้วยอริยมรรคอันกระทำ ความสิ้นกรรม ดังกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ดังนี้. พระองค์ทรงยินดีในภายใน มีพระหฤทัยตั้งมั่น ทำลายแดนเกิด แห่งตนอันเป็นดุจเกราะได้อย่างไร ? ความจริงพระองค์ทรงยินดี ในภายในด้วยอำนาจวิปัสสนา มีพระหทัยตั้งมั่นด้วยอำนาจสมถะ ทรงทำลายกิเลสชาติทั้งหมดที่ได้นามว่า อัตตสัมภวะ เพราะเกิด ในตน ที่หุ้มห่ออัตภาพตั้งอยู่ดุจเกราะด้วยกำลังสมถะและวิปัสสนา จำเดิมแต่เบื้องต้นด้วยอาการอย่างนี้ และกรรมที่ทรงทำโดยไม่มี กิเลส ชื่อว่าทรงสละแล้ว เพราะไม่มีปฏิสนธิ พระองค์ทรงละกรรม ด้วยละกิเลสได้ ดังกล่าวมาฉะนี้ และธรรมดาผู้ละกิเลสได้แล้ว ย่อมไม่มีความกลัว เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ไม่ทรงกลัว ทรงปลงอายุสังขาร และทรงเปล่งอุทานเพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ ไม่ทรงกลัว.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน