เล่มที่ 37

แม้เมื่อตรัสอย่างนี้แล้วพราหมณ์ก็ยังกำหนดไม่ได้ว่า พระ- ตถาค...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 226


เนื้อหา

แม้เมื่อตรัสอย่างนี้แล้วพราหมณ์ก็ยังกำหนดไม่ได้ว่า พระ- ตถาคตเป็นผู้เจริญทีสุดในโลก เพราะความด้วยปัญญา เมื่ออดทน พระดำรัสนั้นอย่างเดียวไม่ได้ จึงกล่าวว่า ท่านพระโคดมผู้ไม่เป็นรส. ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น มีความมุ่งหมายดังนี้:- สามีจิกรรม คือ การกราบ การลุกรับ และการทำอัญชลี ในโลกที่เขาเรียกว่า สามัคคีรส ท่านพระโคดมไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ท่านพระโคดม จึงไม่มีรส คือไม่มีรสชาติ ไม่มีรสเป็นสภาวะ. ลำดับนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรง เพื่อ ให้พราหมณ์นั้นเกิดจิตอ่อนโยน เมื่อจะทรงชี้แจงความหมายของ คำนั้น โดยประการอื่นในพระองค์ จึงตรัสว่า อตฺถิ เขฺวส พฺราหฺมณ ปริยาโย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เขฺวส ตัดบทเป็น อตฺถิ โข เอส. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ เหตุ. ท่านอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์ มีเหตุอยู่ที่บุคคลเมื่อกล่าวถึงเราว่า ท่านพระโคดมไม่มีรสชาติ ดังนี้ ชื่อว่าพึงกล่าวชอบ คือพึงนับว่ากล่าวความจริง ก็เหตุนั้น เป็นไฉน ? ดูก่อนพราหมณ์ ความยินดีในรูป ฯลฯ ความยินดีใน โผฏฐัพพะ. ตถาคตละได้แล้ว. มีอธิบายอย่างไร ? มีอธิบายว่า ความยินดีในรูป ความยินดีในเสียง ความยินดีในกลิ่น ความยินดี ในรส ความยินดีในโผฏฐัพพะ อันใด กล่าวคือความพอใจในกามสุข ย่อมเกิดแก่พวกปุถุชน แม้ที่เขาสมมติกันว่าเป็นผู้ประเสริฐด้วย ชาติกำเนิด หรือด้วยอุบัติ ผู้พอใจ เพลิดเพลิน กำหนัด ในรูปารมณ์เป็นต้น รสเหล่าใด ย่อมดึงโลกนี้ไว้เหมือนผูกไว้ที่คอ หรือเรียกว่าสามัคคีรส เพราะเกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพรียงของ วัตถุและอารมณ์เป็นต้น รสแม้ทั้งหมดนั้น ตถาคตละได้แล้ว. แม้ เมื่อควรจะตรัสว่า เราละเสียแล้ว ก็ไม่ทรงยกพระองค์ด้วยมมังการ แสดงธรรมอีกอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเทศนาวิลาสความเยื้องกลาย แห่งเทศนาของพระตถาคต.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน