เล่มที่ 37

จบคาถา ภิกษุนั้น ทำลายกะเปาะไข่คืออวิชชาแล้วก็บรรลุ อรหัต

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 168


เนื้อหา

จบคาถา ภิกษุนั้น ทำลายกะเปาะไข่คืออวิชชาแล้วก็บรรลุ อรหัต. ตั้งแต่นั้นมา ลูกไก่เหล่านั้นก็ทำเข้าบ้านให้งดงาม เที่ยว อยู่ในเขตบ้านนั้นฉันใด. พระมหาขีณาสพแม้นั้น ก็ฉันนั้น เข้าผล สมาบัติ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ทำสังฆารามให้งาม เที่ยวไปอยู่. บทว่า ทลภณฺฑสฺส ได้แก่ ช่างไม้ ก็ช่างไม้นั้นทรงไว้ซึ่ง กำลัง กล่าวคือแรงยกหิ้ว นำเอาเครื่องไม้ไป เพราะเหตุนั้น ท่าน เรียกว่า พลภัณฑะ. บทว่า วาสิชเฏ ได้แก่ในที่ด้ามมีดสำหรับมือจับ. บทว่า เอตฺตกํ วา เม อชฺช อาสวานํ ขีณํ ความว่า ก็อาสวะทั้งหลาย ของบรรพชิต ย่อมสิ้นไปตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยอุเทส ด้วยปริปุจฉา ด้วยโยนิโสมนสิการ ด้วยวัตรปฏิบัติ โดยสังเขปว่าบรรพชา อธิบายว่า ก็เมื่ออาสวะทั้งหลายสิ้นไปอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม ไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ (อาสวะ) สิ้นไปเท่านี้วานนี้ (อาสวะ) สิ้นไป เท่านี้ ดังนี้. อานิสงส์แห่งวิปัสสนา ท่านแสดงด้วยอุปมาอย่างนี้. บทว่า เทมนฺติเกน ความว่า โดยเหมันตสมัย คือ ฤดูหนาว. บทว่า ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ได้แก่ ย่อมเสื่อมไปอย่างถาวร. ในบทว่า เอวเนว โข นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระศาสดา (คำสอน) พึงเห็นเหมือนมหาสมุทร พระโยคาวจรเหมือนเรือ การ เที่ยวไปในสำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์ในเวลาที่ตนมีพรรษา หย่อน ๕ ของภิกษุนี้ เหมือนเรือแล่นวนอยู่ในมหาสมุทร. ความที่ สังโยชน์ทั้งหลายเบาบางลงด้วยกิจมีอุเทสและปริปุจฉา เป็นต้น นั่นแล โดยสังเขปว่า บรรพชาของภิกษุ เหมือนเครื่องผูกเรือ อันนำในมหาสมุทรกัดให้กร่อนเบาบางไปฉะนั้น กาลที่ภิกษุผู้เป็น นิสสยมุตตกะพ้นนิสัย กำหนดกรรมฐานอยู่ในป่า เหมือนเวลา. ที่เธอถูกเขายกขึ้นไว้บนบก ใยยางคือตัณหา เหือดแห้งไปด้วย วิปัสสนาญาณ เหมือนเชือกแห้งเกราะไปด้วยลมและแดด ในกลางวัน ฉะนั้น การชุ่มชื่นแห่งจิตด้วยปีติและปราโมทย์ ที่อาศัยกรรมฐาน เกิดขึ้น เหมือนเชือกเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างในกลางคืน ความที่ สังโยชน์ทั้งหลาย มีกำลังอ่อนลงเป็นอย่าง ด้วยปีติและปราโมทย์ อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ พึงเห็นเหมือนเครื่องผูกเรือ ที่ถูกแดดแผดเผาในกลางวัน และถูกหยาดน้ำค้างเปียกชุ่มอยู่ ในกลางคืนทำไห้เสื่อมสภาพไป. อรหัตตมรรคญาณ เหมือนเมฆฝน ที่ตกลงมา. ภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาด้วยอำนาจ แห่งอารมณ์มีรูป ๗ หมดเป็นต้น เมื่อกรรมฐานปรากฏชัดแจ่มแจ้ง อยู่ ได้อุตุสัปปายะเป็นต้นในวันหนึ่ง นั่งโดยบัลลังค์ก็บรรลุพระ- อรหัตตผล เหมือนเรือนที่ผุภายใน เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาและ น้ำในมหาสมุทร พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์แล้ว อนุเคราะห์ มหาชนอยู่ ดำรงขันธ์ตลอดอายุขัย เหมือนเรือที่เครื่องผูกตั้งอยู่ ชั่วกาลนิดหน่อย พระขีณาสพผู้ปรินิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสส- นิพพพานธาตุ เพราะการแตกแห่งอุปาทินนขันธ์ สังขารที่มีใจครอง ก็ถึงความหาบัญญัติมิได้ พึงเห็นเหมือนเรือที่เครื่องผูกผุ ก็สลาย ไปโดยลำดับ หาบัญญัติมิได้ฉะนั้น. ด้วยอุปมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความที่สังโยชน์ทั้งหลาย มีกำลังอ่อนลง จบ อรรถกถาภาวนาสูตรที่ ๗


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน