เล่มที่ 36
พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 26
เนื้อหา
ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จใน เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตตินั้น ๆ โดยแน่นอน. พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า น จ ปภสฺสรํ คือ ไม่สว่างไสว. บทว่า ปภงฺคุ จ คือ มีสภาพผุพัง. บทว่า อโย คือ โลหะดำ (เหล็ก). บทว่า โลหํ ได้แก่ โลหะที่เหลือเว้นโลหะ ๔ ที่ตรัสไว้แล้วในที่นี้. บทว่า สชฺฌุํ ได้แก่ เงิน. บทว่า จิตฺตสฺส ได้แก่ กุศลจิตอันเป็นไปในภูมิ ๔. ถามว่า อุปกิเลส ย่อมมีแก่กุศลจิตอันเป็นไปในภูมิ ๓ ยกไว้ก่อน แต่จะมีแก่โลกุตรภูมิได้อย่างไร. ตอบว่า โดยไม่ให้กุศลจิตเกิดขึ้น. อุปกิเลสทั้งหลายไม่ให้กุศลจิตเกิดขึ้นโดย ส่วนใด ชื่อว่า อุปกิเลสทั้งหลายก็ย่อมมีทั้งแก่โลกิยกุศลจิต ทั้งแก่โลกุตร- กุศลจิต โดยส่วนนั้นนั่นเอง. บทว่า ปภงฺคุ จ ได้แก่ มีสภาพผุพัง เพราะแหลกละเอียดไปในอารมณ์. บทว่า สมฺมาสมาธิยติ อาสวานํ ขยาย ได้แก่ ย่อมตั้งมั่นด้วยเหตุการณ์เพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตกล่าวคือความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ทรงแสดงถึงพระขีณาสพผู้ชำระจิต ให้หมดจด แล้วตั้งอยู่ในอรหัตผล. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง แสดงอภิญญาปฏิเวธการแทงทลุปรุโปร่งของพระขีณาสพนั้น จึงตรัสคำเป็น อาทิว่า ยสฺส ยสฺส จ ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน