เล่มที่ 31
เครื่องปรุงจิตคือปีติและสุข โดยอารมณ์ ย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 197
เนื้อหา
เครื่องปรุงจิตคือปีติและสุข โดยอารมณ์ ย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุฌาน ได้รู้แจ้งแล้ว ดังที่ว่ามานี้ ฉันใดนั่นแหละ เวทนาโดยอารมณ์ก็ย่อมเป็นอันได้ รู้แจ้งแล้ว ด้วยการได้เฉพาะซึ่งมนสิการกล่าวคือเวทนาที่ประกอบด้วยฌาน แม้นี้ ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น คำว่า ภิกษุ เป็นผู้ตามพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลาย อยู่ในสมัยนั้น จึงเป็นคำที่กล่าวไว้ดีแล้วทีเดียว. ในคำว่า นาหํ อานนฺท มุฏฺสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ เพราะเหตุที่ ภิกษุผู้เป็นไปแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เรา จักกำหนดรู้จิต หายใจออก ย่อมเอาลมหายใจออกและหายใจเข้ามาเป็น อารมณ์ แม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น เมื่อเข้าไปตั้งสติ และสัมปชัญญะในอารมณ์ ของจิตนั้นแล้ว ย่อมชื่อว่า ภิกษุนี้เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต เพราะความ เป็นไปโดยแท้. อานาปานสติภาวนา (การเจริญสติในการหายใจออกและ หายใจเข้า) ของผู้ลืมสติ ผู้ไม่มีความรู้สึกตัว ย่อมมีไม่ได้เลย ฉะนั้น โดยอารมณ์แล้ว ในสมัยนั้น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ด้วย สามารถรู้แจ้งจิต ดังนี้. อภิชฌา ทรงแสดงไว้ในคำว่า เธอเห็นการละอภิชฌาและ โทมนัสนั้นด้วยปัญญา จึงวางเฉยเสียได้ด้วยปัญญาเป็นอย่างดี นี้ ได้แก่กามฉันทนีวรณ์นั่นเอง. ทรงแสดงพยาบาทนีวรณ์ด้วยอำนาจแห่งโทมนัส ก็แล หมวดสี่นี้ ตรัสด้วยอำนาจวิปัสสนาเท่านั้น ส่วนธัมมานุปัสสนามี ๖ อย่าง* ด้วยอำนาจนีวณบรรพเป็นต้น นีวรณบรรพ เป็นข้อต้นของธัมมานุปัสสนานั้น แม้ของนีวรณบรรพนั้น มี หมวดสองแห่งนีวรณ์นี้ขึ้นต้น. เพื่อจะทรงชี้ถึงคำขึ้น ต้นแห่งธัมมานุปัสสนา ดังที่ว่ามานี้ จึงตรัสว่า อภิชฌาและโทมนัส ดังนี้. คำว่า การละ หมายเอา ความรู้สำหรับละอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมละ ความสำคัญว่าเที่ยง ด้วยการตามพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง. คำว่า ตํ ปญฺาย ทิสฺวา คือ ญาณเครื่องละอันได้แก่อนิจจญาณ วิราคญาณ นิโรธญานและ ปฏินิสสัคคญาณนั้น ย่อมมีด้วยวิปัสสนาปัญญา อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงถึงความ สืบต่อถัด ๆ กันแห่งวิปัสสนา แม้นั้นอย่างนี้ว่า อย่างอื่นอีก.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน